Haijai.com


อาการแบบนี้ควรออกกำลังกายได้ไหม


 
เปิดอ่าน 348

HEALTH CHECK UP อาการแบบนี้ ออกกำลังกายดีไหม

 

หลายท่านอยากออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก แต่ไปวิ่งแล้วใจสั่น เหนื่อยแทบขาดใจ พอหยุดวิ่งก็มีอาการหน้ามืด อ่อนเปลี้ยเพลียแรงอยู่หลายวัน

 

ใช่ครับ คนที่ไม่เคยออกกำลังกายแล้วมาทำย่อมเหนื่อยแน่ แต่จะแค่ไหนก็แล้ว แต่สภาพเครื่องยนต์ของท่านว่าชำรุดทรุดโทรมมากน้อยเพียงใด ผมจึงมีแบบทดสอบการประเมินร่างกายเบื้องต้นก่อนออกกำลังกาย เพื่อลดความเสี่ยงในการได้รับบาดเจ็บ และเป็นอันตรายจากการออกกำลังกายดังนี้ครับ

 

 

ขั้นตอนที่ 1 สำรวจตัวเองว่าท่านเคยมีอาการเหล่านี้หรือไม่

1.จุกแน่น หนัก หน้าอก ร่วมกับมีอาการร้าวไปที่ต้นคอ กราม แขน ขณะออกแรง เช่น ขึ้นบันได ยกของ เบ่งอุจจาระ หรือขณะออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งขณะที่ไม่ได้ออกแรง

 

2.เหนื่อยง่ายกว่าปกติ หอบ หายใจลำบาก ขณะที่ไม่ได้ออกแรง หรือแม้ออกแรงเพียงเล็กน้อย

 

3.เวียนศีรษะ หรือวูบหมดสติ

 

4.นอนราบแล้วเหนื่อย ต้องใช้วิธีนั่งหลับ นอกจากนี้ขาและข้อเท้า ทั้งสองข้างบวมน้ำ

 

5.รู้สึกหัวใจเต้นแรง เร็ว ผิดปกติ หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ

 

6.ปวดร้าวหรือเป็นตะคริวที่น่องเวลาเดิน แม้ระยะทางสั้นๆ

 

หากท่านมีอาการหนึ่งอาการใดใน 6 ข้อที่กล่าวมาแล้ว ให้ไปพบแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพหาสาเหตุของอาการก่อนออกกำลังกาย หรือก่อนกลับมาออกกำลังกายอีกครั้ง หากท่านหยุดออกกำลังกายไปสักระยะหนึ่งแล้ว

 

หากไม่มีอาการใดๆ ใน 6 ข้อข้างต้น ให้ตอบคำถามขั้นตอนที่ 2 ต่อไป

 

 

ขั้นตอนที่ 2 สำรวจความฟิตของร่างกายท่าน ณ ปัจจุบัน

ท่านได้ออกกำลังกาย เช่น เดินเร็ว วิ่ง ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ทำให้ท่าน รู้สึกเหนื่อยระดับปานกลาง (Moderate Intensity Exercise) ร่วมกับการนับอัตราการเต้นของหัวใจ โดยอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ 40-60 เปอร์เซ็นต์ ของอัตราการการเต้นของหัวใจสูงสุด (อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด คำนวณโดยสูตร 220 – อายุ เช่น อายุ 40 ปี จะเท่ากับ 220-40 = 180 ครั้ง / นาที)

 

ดังนั้น 40-60 เปอร์เซ็นต์ = 72-108 ครั้ง / นาที

 

ด้วยความเหนื่อยดังกล่าว ท่านได้ออกกำลังกายอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ ละ 3 วัน ในช่วง 3 เดือนนี้ หรือไม่

ใช่ ? ไม่ใช่ ?

 

 

ขั้นตอนที่ 3 สำรวจระบบหัวใจและการไหลเวียนเลือด ว่าท่าน “มี” หรือ “เคยมี” ภาวะเหล่านี้หรือไม่

1.ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

 

2.ผ่าตัดหัวใจ สวนหลอดเลือดหัวใจ หรือขยายหลอดเลือดหัวใจ

 

3.ใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (Pacemaker) หรือหัวใจเต้นนผิดจังหวะ

 

4.โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ

 

5.ภาวะหัวใจล้มเหลว

 

6.ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ

 

7.โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

 

8.โรคเบาหวาน

 

9.โรคไต

 

 

การประเมินในขั้นตอนที่ 2 และขั้นตอนที่ 3

1.ตอบ ใช่ ในขั้นตอนที่ 2 และไม่มีภาวะใดๆ ในขั้นตอนที่ 3 ท่านสามารถออกกำลังกายได้ แต่ควรมีการวอร์มอัพ และคูลดาวน์เพื่อยืดเหยียดกล้ามเนื้อทุกครั้ง

 

2.ตอบ ใช่ ในขั้นตอนที่ 2 และมีภาวะใดๆ ในขั้นตอนที่ 3 ท่านสามารถออกกำลังกายได้ในระดับเบา ถึงระดับปานกลาง (Light to Moderate Intensity Exercise ประมาณ 30-60 เปอร์เซ็นต์ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด) หากท่านต้องการออกกำลังกายหนักกว่านี้ (High Intensity Exercise) ควรพบแพทย์ก่อน

 

3.ตอบ ไม่ ในขั้นตอนที่ 2 และมีภาวะใดๆ ในขั้นตอนที่ 3 ควรพบแพทย์ก่อน

 

ที่กล่าวมาคือกระบวนการลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดขณะออกกำลังกาย ในกรณีที่ท่านจำเป็นต้องไปพบแพทย์ หลังจากพบแพทย์แล้ว หากจะออกกำลังกายควรเริ่มต้นในระดับเบาๆ ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด แล้วค่อยปรับความหนักขึ้นตามสภาพร่างกาย

 

หากท่านมีข้อสงสัยประการใด ติดต่อสอบถามเข้ามาได้ครับ

 

 

นายแพทย์กรกฎ พานิช

อาจารย์ประจำสาขาวิชาเวชศาสตร์การกีฬา

วิทยาลัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล

(Some images used under license from Shutterstock.com.)