อาการปวดประจำเดือนเกิดขึ้นได้อย่างไร

อาการปวดประจำเดือนเกิดขึ้นได้อย่างไร

ปวดประจำเดือน

 

 

อาการปวดท้องน้อยในระหว่างเริ่มมีประจำเดือน เป็นอาการที่พบได้ในผู้หญิงเกือบทุกคน โดยแต่ละคนจะมีอาการปวดที่มีความรุนแรงแตกต่างกันไป บางคนปวดมากจนกระทบกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ต้องหยุดเรียน หรือลางาน ในขณะที่บางคนอาจมีอาการปวดแค่เพียงเล็กน้อย และสามารถบรรเทาอาการปวดได้ด้วยการรับประทานยาเท่านั้น

 

 

อาการปวดประจำเดือนเกิดขึ้นได้อย่างไร

 

อาการปวดประจำเดือนส่วนใหญ่เกิดภายใน 2-3 วันแรกของการมีประจำเดือน เนื่องมาจากร่างกายมีการหลั่งสารชนิดหนึ่ง มีชื่อเรียกว่าโพรสตาแกลนดิน (prostaglandin) สารนี้ทำให้กล้ามเนื้อมดลูกเกิดการหดรัดตัว รวมทั้งทำให้หลอดเลือดแดงที่ทำหน้าที่ลำเลียงเลือดไปยังมดลูกก็มีการหดเกร็งตัวด้วย ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องขึ้น โดยมีอาการปวดที่บริเวณท้องน้อย นอกจากนี้ยังอาจมีอาการอื่นๆ เกิดขึ้นร่วมกับอาการปวดท้องน้อยได้ เช่น ปวดหลัง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ เบื่ออาหาร หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า ปวดศีรษะ เป็นต้น

 

 

ปัจจัยอะไรที่ส่งเสริมให้เกิดอาการปวดประจำเดือน

 

อาการปวดประจำเดือนมักเกิดในผู้หญิงที่มีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อยๆ แต่ก็อาจเกิดอาการปวดประจำเดือนกับผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ได้เช่นกัน ปัจจัยที่มีส่วนส่งเสริมให้เกิดอาการ ได้แก่ การสูบบุหรี่ ความอ้วน ภาวะเครียด หรือภาวะซึมเศร้า เป็นต้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ เป็นปัจจัยที่สามารถแก้ไขหรือหลีกเลี่ยงได้ เมื่อขจัดปัจจัยได้ อาการปวดประจำเดือนก็ไม่เกิด

 

 

มีวิธีการอย่างไรในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือน

 

การบรรเทาอาการปวดประจำเดือนมี 2 วิธีหลักๆ ได้แก่ การใช้ยา และไม่ใช้ยา

 

 

1.บรรเทาด้วยยา

 

 ยาพาราเซตามอล ขนาดยาสำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ คือ รับประทานยาขนาดเม็ดละ 500 มิลลิกรัม ครั้งละ 1 เม็ด หากอาการปวดยังไม่บรรเทาสามารถรับประทานซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง

 

 

 ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น เมทฟีนามิค แอซิด ไอบูโพรเฟน นาโพรเซน เป็นต้น ยาในกลุ่มนี้ถือเป็นยาที่แนะนำให้ใช้เป็นชนิดแรก ในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือน เนื่องจากหากเปรียบเทียบระหว่างยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์กับยาพาราเซตามอล พบว่าสามารถลดอาการปวดท้องประจำเดือนได้ดีกว่า อันเนื่องมาจากกลไกในการออกฤทธิ์ของยากลุ่มนี้ ไปยับยั้งการสร้างสารโพรสตาแกลนดิน ที่เป็นสาเหตุหลักในการทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือน

 

 

2.บรรเทาโดยไม่ใช้ยา

 

การดูแลตัวเองเบื้องต้น หากมีอาการปวดท้องน้อย ขณะเริ่มมีประจำเดือน เช่น การใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบบริเวณท้องน้อย การนวด การออกกำลังกายไม่ว่าจะเป็นแบบแอโรบิกหรือโยคะ พบว่าสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้ ในผู้ที่ไม่มีอาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรง หรือในผู้ที่รับประทานยาบรรเทาอาการแล้วไม่ดีขึ้น ก็สามารถใช้วิธีการเหล่านี้ ในการช่วยบรรเทาอาการปวดร่วมด้วยก็ได้

 

 

หากรับประทานยาแก้ปวดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรทำอย่างไร

 

หากรับประทนยาแก้ปวด ซึ่งโดยทั่วไปนิยมเลือกใช้ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ แล้วอาการปวดประจำเดือนยังไม่ทุเลา สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลเสริมได้ในขนาดที่แนะนำไปข้างต้น ข้อควรระวังสำคัญ คือ อาจทำให้ได้รับอาการไม่พึงประสงค์จากยามากขึ้น นอกจากนี้ควรสังเกตอาการปวดประจำเดือนว่า มีความแตกต่างไปจากเดิมหรือไม่ เช่น อาการปวดอยู่ตลอดจนกระทั่งประจำเดือนหยุด ปวดแต่ละครั้งปวดมาก จนกระทั่งไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ ทั้งที่ได้บรรเทาอาการด้วยตนเองไปแล้ว หากมีอาการเช่นนี้แนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์สูตินรีเวชที่โรงพยาบาล เพื่อตรวจสอบดูว่าอาการปวดประจำเดือนนั้น เกิดจากสาเหตุอื่นหรือไม่

 

 

โรคหรือสาเหตุอื่นที่ทำให้ปวดประจำเดือนมีอะไรบ้าง

 

สาเหตุอื่นที่พบได้ อาจเกิดจากการมีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ มีพังผืดในช่องท้อง หรืออาจเกิดจากการมีเนื้องอกในมดลูกก็เป็นไปได้ โรคที่กล่าวมา อาจทำให้เกิดการปวดประจำเดือนออกมากกว่าปกติได้ หากปล่อยไว้นานโดยไม่ได้ให้แพทย์ตรวจให้แน่ชัด อาจก่อให้เกิดอันตรายได้

 

 

และอาการปวดจากสาเหตุเหล่านี้ อาการจะไม่ทุเลาหากมได้รับการรักษาจากต้นเหตุที่แท้จริง และควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยส่งเสริมอาการปวด เพื่อป้องกันไม่ให้อาการปวดประจำเดือนนั้นเป็นมาก ซึ่งวิธีการทำก็ไม่ได้มีขั้นตอนที่ยุ่งยากแต่อย่างใด เช่น การงดสูบบุหรี่ การพักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ และควรยิ้มแย้มแจ่มใส ผ่อนคลายความตึงเครียด เป็นต้น

 

 

เราจะเห็นได้ว่าเพียงแค่อาการใกล้ตัว อย่างการปวดประจำเดือน หากไม่หมั่นสังเกตดูแลตัวเองให้ดี อาจทำให้อาการปวดเป็นมากขึ้นได้ การที่จะรอมีอาการแล้วค่อยรับประทานยาอาจจะช่วยได้แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากอาการปวดประจำเดือนนั้น มีสาเหตุมาจากพยาธิสภาพของร่างกายที่ผิดแผกไป ก็ควรที่จะไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้ทราบสาเหตุที่แท้จริง

 

 

ภก.ทศพล เลิศวัฒนชัย


3781
สิวอุดตันเกิดจาก สิวฮอร์โมน คอลลาเจน สิวไขมัน สิวหัวแข็ง AviClear AviClear Laser สิวไต สิวเสี้ยน หน้าขาวใส หน้าแพ้สาร สิวข้าวสาร หน้าใสไร้สิว หน้าไหม้แดด สิวหัวขาว หน้าแห้ง อาการนอนกรน วิธีลดไขมันทั้งตัว ผิวขาว ผิวหน้า ผู้หญิงนอนกรน หน้ากระจ่างใส วิธีลดไขมันในร่างกาย หน้าเนียนใส หน้าเนียน หน้าหมองคล้ำเกิดจาก กดสิวใกล้ฉัน กดสิวเสี้ยน กดสิว หน้าใส สิวอุดตัน หน้าหมองคล้ำ สิวอักเสบ สิว สิวหัวช้าง หน้าขาว สิวขึ้นคาง สิวผด ครีมลดรอยสิว วิธีแก้การนอนกรนผู้ชาย แก้อาการนอนกรนผู้หญิง วิธีลดหน้าท้องแบบเร่งด่วน Sculpsure ลดไขมันในร่างกาย วิธีลดไขมัน ลดไขมันต้นขา สลายไขมันหน้า ไตรกลีเซอไรด์ เซลลูไลท์ วิธีแก้นอนกรน ลดไขมัน Coolsculpting ทำกี่ครั้ง Sculpsure กับ Coolsculpting นอนกรนเกิดจาก Morpheus8 สลายไขมันหน้าท้อง วิธีลดพุงผู้หญิงเร่งด่วน 3 วัน Body Slim ลดไขมันทั้งตัว วิธีลดพุงผู้ชาย Morpheus8 กับ Ulthera ลดพุงเร่งด่วน วิธีลดไขมันต้นขา ลดพุง ดูดไขมัน วิธีลดหน้าท้อง สลายไขมันด้วยความเย็น คอเลสเตอรอล วิธีลดไขมันหน้าท้อง ไขมัน วิธีลดพุงผู้หญิง Coolsculpting Elite CoolSculpting vs Emsculpt วิธีลดพุง สลายไขมันต้นขา ลดไขมันหน้าท้อง นวดสลายไขมัน ผลไม้ลดความอ้วน ลดน้ำหนักเร่งด่วน อาหารคลีน กินคลีนลดน้ำหนัก ลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน กินคีโต วิธีลดความอ้วนเร็วที่สุด อาหารลดความอ้วน วิธีลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน วิธีลดน้ำหนัก กระชับสัดส่วน ลดความอ้วนเร่งด่วน ผลไม้ลดน้ำหนัก อาหารเสริมลดความอ้วน วิธีลดความอ้วน เมนูลดความอ้วน วิธีการสลายไขมัน ลดความอ้วน สลายไขมัน ลดน้ำหนัก สูตรลดน้ำหนัก Exilis Elite Thermage Body ออฟฟิศซินโดรม Inbody Vaginal Lift Morpheus Pro Oligio Body IV Drip Emsella เลเซอร์นอนกรน Indiba ปากกาลดน้ำหนัก Emsculpt CoolSculpting บทความน่ารู้ บทความกระชับสัดส่วนรูปร่าง บทความดูแลรูปร่างและสุขภาพ บทความรักษาอาการนอนกรน บทความ Morpheus บทความ Coolsculpting บทความโปรแกรมดูแลผิวหน้า ข่าวและกิจกรรม romrawin รมย์รวินท์