Haijai.com


โรคออร์โทเร็กเซีย โรคหมกมุ่นเรื่องการกิน


 
เปิดอ่าน 1865

โรคจิตติดอาหารสุขภาพ

 

 

พฤติกรรมการบริโภคอาหารตามหลักค่านิยมดั้งเดิมของเมืองไทยบ้านเรานั้น ยังไม่เคยมีปรากฏว่าส่งผลให้คนไทยเป็นโรคอ้วน เพราะในแต่ละเมนูล้วนมีโภชนาการที่ครบห้าหมู่อยู่แล้ว รวมถึงวัฒนธรรมการเป็นอยู่ที่เรียบง่ายไม่เร่งรีบ จึงมีความพิถีพิถันในการปรุงแต่งอาหารเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ เมื่อเทียบกับพฤติกรรมการกินอาหารของคนในยุคนี้ จะพบว่าคนรุ่นใหม่มีพฤติกรรมการกินที่แปรผันไปตามความเชื่อเรื่องสุขภาพส่วนบุคคล ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วหลักการกินให้ได้สุขภาพนั้น ยังคงมีกฎเกณฑ์ไว้ที่ข้อเดียวก็คือ กินให้ครบ 5 หมู่

 

 

หากพูดถึงโรคที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกินที่ผิดหลักนั้น เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงโรคอะนอเร็กเซีย และโรคบูลิเมีย หรือเป็นที่รู้จักกันในภาษาพูดว่าโรคกลัวอ้วนนั่นเอง โรคทั้งสองชนิดถือเป็นโรคที่ส่งผลกระทบด้านจิตใจให้เกิดความรู้สึกมั่นใจในตัวเองต่ำลงเรื่อยๆ กลัวว่าจะไม่สวย กลัวว่าน้ำหนักจะขึ้น กลัวว่าจะกินเกินกว่าร่างกายต้องการ ซึ่งไม่ว่าโรคเหล่านี้จะมีระดับความรุนแรงอย่างไร ก็ถือเป็นโรคที่ควรได้รับการบำบัด เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพอีกโรคหนึ่งที่กำลังติดอันดับเป็นโรคที่เกี่ยวกับการกินคือ โรคออร์โทเร็กเซีย (Orthorexia) หรือโรคหมกมุ่นเรื่องอาหารการกิน

 

 

โรคออร์โทเร็กเซีย หรือโรคหมกมุ่นเรื่องการกิน อาจไม่ได้มีอาการแค่การเลือกกินอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงพฤติกรรมหมกมุ่นเรื่องที่การมีสุขภาพที่ดีด้วย เช่น เคร่งครัดในการออกกำลังกาย เคร่งครัดในการกินอาหาร เป็นต้น โดยผู้มีอาการจะรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับคุณภาพของอาหารมากไปจนกลายเป็นคนกินยากและจุกจิกเรื่องกิน เพราะห่วงว่าสารประกอบในอาหารจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น อาหารชนิดนี้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง และมีสัดส่วนมากน้อยเท่าไหร่ เช่น ปริมาณเกลือ น้ำตาล คาเฟอีน แอลกอฮอล์ แป้ง ไขมันอิ่มตัว สีผสมอาหาร และสารปรุงแต่งรสชาติ เป็นต้น จากการวิตกกังวลถึงความปลอดภัยในอาหารนี้ทำให้บางรายถึงกับเลิกบริโภคอาหารบางชนิด เลิกไปกินอาหารตามร้าน เลิกบริโภคอาหารสำเร็จรูป รวมถึงการหักโหมออกกำลังกายเป็นประจำ ทุกวันเพื่อเอาแคลอรีส่วนเกินออกด้วย เห็นได้ชัดว่าโรคนี้มักเกิดในกลุ่มคนที่ไม่ค่อยมีกิจกรรมในแต่ละวันมากนัก ทำให้เกิดความคิดเรื่องการจำกัดอาหารการกินทุกอย่างว่า ต้องมีประโยชน์เท่านั้น

 

 

ดีแอน เจด นักจิตวิทยาและผู้ก่อตั้งศูนย์โภชนาการ เพื่อโรคเกี่ยวกับการกินในระเทศอังกฤษ เผยว่า ลักษณะอาการโดยทั่วไปของโรคนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของโรคที่เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก โรคนี้กระทบต่อสภาพจิตใจและสามารถเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคทางจิตได้ สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการนั่งสมาธิ และปรับพฤติกรรมการกิน โดยกลุ่มคนที่มีแนวโน้มสูงจะป่วยเป็นโรคนี้ มักมีอาชีพที่เกี่ยวกับข้องกับสุขภาพ เช่น แพทย์ นักโภชนาการ โค้ชในฟิตเนส กลุ่มนักแสดงเฉพาะด้าน เช่น นักบัลเล่ต์ นักดนตรีวงออร์เคสตรา และนักร้องโอเปร่า เป็นต้น จากรายงานทางการแพทย์ที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Appetite ของอเมริกา เผยว่าโรคนี้เป็นโรคใกล้ตัวมาก จากการสำรวจในกลุ่มนักเรียนแพทย์ทั้งเพศชายและหญิงจำนวน 400 คนพบว่ามีจำนวน 28 คนที่มีพฤติกรรมโน้มเอียงไปทางโรคนี้อย่างเห็นได้ชัด คิดเป็นร้อยละ 6.9 ที่น่าเป็นห่วงคือจำนวนคนทั้ง 28 คน มีอาการของโรคอะนอเร็กเซีย และบูลิเมียประกอบกันอยู่ด้วยสำหรับแนวโน้มการเกิดโรคในบุคคลทั่วไป อาจเกิดมาจากอยากคุมอาหารโดยตัดอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายออกไป เช่น มีอาการเริ่มจากเริ่มมีพฟติกรรมจากการงดเนื้อสัตว์บางประเภท ขยับมาเป็นงดเนื้อสัตว์ทุกประเภท ต่อมาคือเริ่มงดผลิตภัณฑ์เนื้อแปรรูปทุกชนิด เลือกแต่อาหารที่เป็นมังสวิรัติเท่านั้น กระทั่งหนักๆ เข้าจะเริ่มงดอาหารในบางหมู่ไปเลย เช่น งดอาหารในหมู่คาร์โบไฮเดรตแต่เลือกกินอาหารหมู่อื่นทดแทน ลดอาหารบางจำพวกลง เพราะเชื่อว่าไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และในระดับความรุนแรงขั้นสุดท้ายก็คือการจำกัดสัดส่วนของอาหารในแต่ละมื้อให้น้อยลง หรือบางครั้งก็เลือกกินตามความรู้สึกหิว-อิ่มของตัวเอง โดยที่ไมได้คำนึงถึงกระบวนการทำงานของร่างกายที่ต้องการดูดซึมสารอาหารไปใช้เป็นพลังงานในการทำกิจกรรมประจำวัน ซึ่งพฤติกรรมการกินอาหารเหล่านี้ สามารถเชื่อมโยงได้ถึงความเชื่อในทฤษฎีสุขภาพของแต่ละบุคคลด้วย ดังที่เห็นในปัจจุบันนี้ว่าเกิดการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพออกมาขายมากมาย เช่น ผักออร์แกนิค โปรตีนเกษตร รวมถึงผลิตภัณฑ์นมทดแทนที่สกัดจากพืช เพื่อรองรับกลุ่มคนที่เคร่งครัดในวิธีการดูแลสุขภาพของตัวเอง ผู้มีแนวคิดกินอาหารแบบคลีนฟู้ด รอว์ฟู้ด ชีวจิต หรือแม้แต่กินมังสวิรัติ

 

 

แม้ว่าชื่อโรคออร์โทเร็กเซียจะฟังดูไม่ค่อยคุ้นหูนัก อย่างไรก็ตามโรคนี้ก็ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคสมัยนี้ แต่มีมานับเป็นสิบๆ ปีแล้ว โดยที่เพิ่งจะมาเป็นที่รู้จักในปัจจุบันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากค่านิยมในสังคมที่นำมาผสมกับความเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งแม้แต่นักโภชนาการเองก็ยังมองว่าโรคนี้เป็นเพียงโรคจิตชนิดหนึ่ง ไม่ใช่โรคทางโภชนาการ แต่ให้ผลลัพธ์ด้านลบกันโภชนาการอย่างรุนแรง นั่นคือ ขาดสารอาหาร โดยที่อาการของโรคคล้ายคลึงกับโรคอะนอร์เร็กเซีย หรือโรคกลัวอ้วน และโรคบูลิเมีย หรือโรคที่กินแล้วรู้สึกผิด หากสังเกตให้ดีจะพบว่าอาการที่คล้ายคลึงกัน อยู่ที่ความหมกมุ่นของจิตใจนั่นเอง ซึ่งโรคนี้ชัดเจนว่าหมกมุ่นเรื่องการกิน ในสิ่งที่จะเกิดประโยชน์ที่สุดกับร่างกายและต้องไม่กินในสิ่งที่ทำให้เกิดการตกค้าง หรือสะสมภายในร่างกาย

 

 

สำหรับทางออกในการบำบัดผู้ป่วยโรคนี้ คือ ต้องทำให้พวกเรียนรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของอาหาร ไม่ใช่โทษของอาหาร และควรให้คำแนะนำถึงโภชนาการอย่างถูกต้องที่ควรได้รับในแต่ละวัน  และควรแบ่งแนวทางการรักษาออกเป็นสองทาง คือ ด้านจิตใจ และด้านโภชนาการ โดยการรักษาทางโภชนาการจะคล้ายคลึงกับการรักษาโรคอนอร์เร็กเซียและบูลิเมีย แต่สำหรับการบำบัดทางด้านจิตใจนั้น สามารถทำได้ง่ายกว่ามากเพียงแค่ต้องโน้มน้าวให้ผู้ป่วยผ่อนปรนในเรื่องของความคิดเกี่ยวกับอาหาร และจะต้องทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผิดกับตัวเองน้อยลงเมื่อกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์

(Some images used under license from Shutterstock.com.)