Haijai.com


Selfie Addiction เสพติดเซลฟี่ โรคเซลฟี


 
เปิดอ่าน 12602

Selfie Addiction เสพติดเซลฟี่ โรคเซลฟี่

 

 

ในยุคอินเตอร์เน็ตแบบนี้ทำให้เราได้เห็นรูปถ่ายของใครต่อใครได้ง่ายขึ้น และรูปที่เราเห็นก็มักจะเป็นรูปที่เจ้าของรูปถ่ายด้วยตัวเองในอิริยาบถต่างๆ พร้อมบรรยายภาพด้วยคำว่า #selfie หรือ #me โดยเฉพาะในสังคมออนไลน์อย่าง Instagram และ Facebook พฤติกรรมของคนที่ถ่ายรูปตัวเอง แล้วแชร์ให้ใครต่อใครเห็นแบบนี้เรียกว่าการถ่ายรูป “Selfie”

 

 

เซลฟี่คืออะไร

 

เซลฟี่ (Selfie : Self-Portrait) คือ การถ่ายรูปตัวเองในอิริยาบถต่างๆ แล้วนำไปเผยแพร่ในสังคมออนไลน์ อย่าง Instagram, Snapchat, Tumblr, Facebook และ Twitter โดยส่วนใหญ่ถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลหรือกล้องโทรศัพท์มือถือ ลักษณะของรูปที่พบได้ทั่วไปคือคนถ่ายรูปในกริยาท่าทางต่างๆ ด้วยการถือกล้องไว้ในมือข้างหนึ่งหรือหันเลนส์กล้องเข้าหากระจก และรูปส่วนใหญ่มักเป็นรูปผู้หญิง Selfie เป็นคำที่ใช้กันอย่างกว้างขวางจนได้รับการจัดเป็น “คำศัพท์แห่งปี 2013 (Word of the Year 2013)” โดยพจนานุกรมของออกซ์ฟอร์ด ปัจจุบันปริมาณและความถี่ของเซลฟี่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและได้รับความสนใจอย่างมากจนเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เนื่องจากปัจจุบันคนทั่วโลกนิยมใช้สื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น จากข้อมูลของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ในการสำรวจการใช้สื่อสังคมออนไลน์ปี 2556 พบว่าทั่วโลกมีคนใช้งานเฟซบุ๊ค 1,000 ล้านคนต่อเดือน สำหรับในประเทศไทยพบว่ามีประชาชนใช้งานเฟซบุ๊ค 19 ล้านคน ใช้งานอินสตาแกรม 8 แสนคนต่อวัน และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

 

 

เซลฟี่ “หลงตัวเอง” หรือ “ค้นหาตัวตน”

 

มนุษย์เรามีความสนอกสนใจเกี่ยวกับการค้นหาตัวตนของตัวเองมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ยุคกรีกจนถึงปัจจุบัน ผู้คนได้เรียนรู้และสำรวจตัวตน เพื่อค้นหาว่า “เราคือใคร” Selfie มีตำนานเล่าขานว่าเป็นพฤติกรรมที่เลียนแบบมาจาก “นาร์ซิสซัส” นายพรานผู้หลงใหลในรูปโฉมของตัวเองแห่งตำนานเทพเจ้ากรีก นาร์ซิสซัสผู้หยิ่งทะนงตกหลุมรักตัวเอง คอยแต่เฝ้ามองเงาสะท้อนของตัวเองจากริมฝั่งแม่น้ำจนไม่เป็นอันทำอะไร จนกระทั่งสิ้นลมอยู่ตรงนั้น อารยธรรมตะวันตกมีประวัติศาสตร์อันยาวนานเกี่ยวกับการถ่ายรูปตัวเอง และยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในแต่ละยุคสมัย และเซลฟี่ก็ไม่ใช่ของใหม่ การถ่ายรูปตัวเองแล้วบรรยายคำว่า #selfie ปรากฏครั้งแรกในการแชร์รูปของ Flickr บน Myspace ในปี 2004 และการปรากฏของคำว่า “Selfie” ก็ได้รับการบรรจุใน UrbanDictionary.com ในปี 2005 ถึงแม้ว่าจะสะกด “Selfy” ก็ตาม

 

 

ด้วยเทคโนโลยีการถ่ายรูปทั้งกล้องจากสมาร์ทโฟน กล้องคอมพิวเตอร์หรือกล้องทั่วไป บวกกับอินเตอร์เน็ต WiFi ถ่ายรูปเสร็จแล้วแชร์ให้โลกเห็นได้ทุกที่ทุกเวลา ทำให้การถ่ายรูปเซลฟี่ในยุคนี้ทำได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น แต่กระแสการถ่ายรูปเซลฟี่ไม่ได้มีเพียงแค่การถ่ายรูปแอ๊บหน้าสวยเก๊กหล่อเท่านั้น ยังมีเซลฟี่หน้าสด เซลฟี่เอาฮาแบบโชว์เหนียงทำหน้าตลกจากผู้หญิงสวยๆ ชนิดที่ว่ารูป Befor กับ After อย่างกับคนละคน แต่ล่าสุดยังมีเซลฟี่ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์ของการใช้สื่อออนไลน์ เพราะว่าเป็นเซลฟี่หลังมีเซ็กส์!!! คู่รักหลากหลายคู่ถ่ายรูปแล้ว Hashtag คำว่า #aftersex โดยเฉพาะบน Instagram

 

 

แบบไหนเรียก “เสพติดเซลฟี่”

 

มีผลสำรวจว่าคนที่รักการถ่ายรูป Selfie มักเป็นคนรักความสนุกสนาน มั่นใจในตัวเอง ต้องการเรียกร้องความสนใจ หลงตัวเอง คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เปิดเผย ชอบแสดงออก อ่อนไหวง่ายและชอบทำตัวเด่น คนที่ถ่ายรูปตัวเองแล้วนำไปเผยแพร่บนสังคมออนไลน์ เป็นบางครั้งบางคราวก็นับว่าเป็นการมีส่วนร่วมกับผู้คนในสังคม แต่ถ้าบ่อยเกินไปและยังคาดหวังว่าจะมีคนมากดไลค์ให้คอมเม้นท์ นับว่าเซลฟี่กำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตของคุณแล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณเป็นคนขาดความมั่นใจในตัวเองและกำลังเสพติดเซลฟี่ คนที่มีพฤติกรรมเสพติดโซเชียลมีเดียนี้เรียกว่า “การลุ่มหลงตนเองในโลกออนไลน์ (Digital Narcissism)”

 

 

นักจิตวิทยาจากสมาคมจิตวิทยาในประเทศสหรัฐอเมริการะบุว่า เซลพี่สามารถบั่นทอนความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตัวเองลงได้ และถูกบัญญัติให้เป็นอาการทางจิตอย่างหนึ่ง อาการทางจิตที่เกิดขึ้นกับคนที่เสพติดเซลฟี่คือเป็นคนที่ไม่มั่นในใจตัวเอง เกิดความคิดด้านลบต่อตัวเองคิดว่าตัวเองไม่ดีมีข้อบกพร่องหวาดกลัวหวาดระแวงเครียดขี้อิจฉาชอบจับผิดคนอื่น ซึมเศร้า หดหู่ โลเล ชีวิตไม่มีความสุข มีความผิดปกติทางอารมณ์ได้ง่ายจนต้องเข้ารับการบำบัด ล่าสุดสาธารณสุขประเทศอังกฤษได้ประกาศว่า “อาการเสพติดโซเชียลมีเดีย” ถือเป็นโรคอย่างหนึ่ง ซึ่งในแต่ละปีมีผู้เข้ารับการบำบัดมากกว่า 100 ราย

 

 

เซลฟี่ทำให้คนอยากทำศัลยกรรมมากขึ้น

 

มีรายงานว่าการถ่ายรูปเซลฟี่มีแนวโน้มที่ทำให้คนอยากจะทำศัลยกรรมกันากขึ้น เพราะเมื่อเราได้เห็นใบหน้าของตัวเองกันบ่อย จึงทำให้เห็นข้อบกพร่องต่างๆ นานาทั้งหน้าบาน กรามเหลี่ยม ไม่มีดั้ง ปากหนา ผิวขรุขระไม่เรียบเนียน ริ้วรอยร่องลึก เรียกได้ว่าอยากทำให้สวยกันตั้งแต่รูขุมขนกันเลยทีเดียว เพราะจะได้ถ่ายรูปออกมาแล้วดูดีดูเป๊ะทุกมุม วงการศัลยกรรมจึงมีผลพลอยได้จากกระแสเซลฟี่ ซึ่งทางสถานบัน Academy of Facial Plastic and Reconstructive Surgery รายงานว่า 1 ใน 3 ของคนที่มาทำศัลยกรรมเกิดจากความไม่พอใจกับหน้าตารูปลักษณ์ของตัวเองบนโลกออนไลน์ โดยมีการเพิ่มขึ้นของการทำศัลยกรรมจมูก 10 เปอร์เซ็นต์ ปลูกผม 7 เปอร์เซ็นต์ และศัลยกรรมเปลือกตา 6 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นยังมีการทำศัลยกรรมปรับรูปหน้า ลดเลือนริ้วรอยร่องลึก ทำให้แลดูสดใสอ่อนเยาว์ เพื่อที่จะได้ถ่ายรูปแล้วมีความมั่นใจ เกิดความพึงพอใจในรูปลักษณ์ของตัวเองมากขึ้น

 

 

ถึงแม้ว่ากระแส “Selfie” จะถูกกล่าวถึงแต่ในแง่ลบ แต่ก็ยังมีมุมมองอื่นๆ เกี่ยวกับการถ่ายรูปตัวเองในลักษณะนี้อีกมาก

 

 Selfies เป็นหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพที่จะรู้จักตัวเองจากมุมมองของคนอื่น เซลฟี่เปิดโอกาสให้เราได้เสนอแง่มุมของตัวเอง เช่น เป็นคนรักศิลปะ เป็นคนมีเสน่ห์ เป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง เป็นคนสนใจความรู้สึกคนรอบข้าง ฯลฯ หลายครั้งเราเรียนรู้ผู้คนโดยการดูรูปถ่ายของพวกเขา

 

 

 Selfies สามารถเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริบทของตัวเองในหลายๆ เรื่อง เช่น รสนิยมแฟชั่น หรือเทคนิคการถ่ายภาพ

 

 

 Selfies ทำให้คนดังใกล้ชิดกับแฟนคลับมากกว่าเดิม เพิ่มโอกาสให้คนดังได้สื่อสารกับแฟนๆ ของเขามากขึ้น

 

 

 Selfies ทำให้ในปีที่ผ่านมา ผู้คนมีความกังวลเกี่ยวกับปริมาณรูปภาพของผู้หญิงที่ “สมบูรณ์แบบ” บนอินเตอร์เน็ต แต่ในบรรดารูปโปรไฟลที่เพอร์เฟกต์เหล่านั้นก็ยังมีรูปอื่นๆ ที่เป็นรูปภาพจริงไร้การปรุงแต่ง

 

 

 Selfies มีหลากหลายสไตล์ ด้วยแรงจูงใจต่างๆ ทำให้มีลักษณะของรูปถ่ายเซลฟี่ออกมามากมาย อย่างเช่น เซลฟี่ “Pretty Girls Ugly Faces” ที่มีสาวสวยมาทำหน้าตาน่าเกรียดให้ดูจนแทบไม่เชื่อว่าเป็นคนๆ เดียวกัน

 

 

 Selfies ทำให้คนมีความสามารถในการเล่าเรื่องราวชีวิตผ่านรูปภาพไม่ว่าจะเป็นรูปตลกขบขัน น่าเกลียด น่ารัก หรืออะไรก็แล้วแต่ รูปภาพส่งผลกระทบกับการทำงานของสมองมากกว่าข้อความ รูปภาพบ่งบอกถึงประสบการณ์ เมื่อเรามองรูปถ่ายเก่าๆ สมองของเราจะรื้อฟื้นเหตการณ์และทำให้เรารู้สึกถึงชีวิตและอารมณ์ความรู้สึกของประสบการณ์นั้นๆ และสามารถมองย้อนกลับไปที่แรงจูงใจและการกระทำของเราในอดีตได้ ไม่ว่าจะเป็นใครส่วนใหญ่ต่างก็ชอบถ่ายรูปกันทั้งนั้น หากไม่อยากให้ Selfie ส่งผลกระทบต่อชีวิตของคุณมากไปจนกระทั่งถึงขั้นเสพติด มีวิธีป้องกันได้ด้วยการให้ความสำคัญกับคนรอบข้าง และสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน ยามว่างควรหากิจกรรมทำร่วมกับคนในครอบครัว เพื่อนๆ ญาติพี่น้อง และสำคัญที่สุดคือการยอมรับในความแตกต่างของแต่ละคน เพราะคนเกิดมาไม่เหมือนกัน เพื่อให้เราจะได้ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับ คนอื่นให้เกิดความทุกข์ใจ

(Some images used under license from Shutterstock.com.)