ป่วยแต่กายใจแข็งแรง รักษาอาการเจ็บป่วย

ป่วยแต่กายใจแข็งแรง รักษาอาการเจ็บป่วย

ป่วยแต่กายใจแข็งแรง

 

 

การเจ็บป่วย (ซึ่งในที่นี้หมายถึงการเจ็บป่วยที่หนักระดับหนึ่ง ไม่ใช่แค่เป็นหวัดหรือปวดขานะครับ) ถือว่าเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความเครียด (stressor) อย่างหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยต้องมีการปรับตัว (coping) โดยมีพฤติกรรมบางอย่าง เพื่อลดความเครียดที่เกิดขึ้น ทำให้ชีวิตขณะนั้นสมดุล

 

 

ลักษณะของผู้ที่มีการปรับตัวที่ดี (effective coper)

 

 มองโลกในแง่ดี

 

 

 ไม่หลีกเลี่ยงปัญหา เมื่อมีปัญหาสามารถแก้ไขปัญหาได้

 

 

 สามารถวางแผนและหาทางแก้ไขได้หลายทาง มีแผนสำรองไม่ใช่คิดทางแก้ไขไว้ทางเดียว พอไม่ได้ผลก็ไม่สามารถทำอะไรได้

 

 

 ยอมรับผลลัพธ์ที่หลากหลายได้ เช่น สามารถเข้าใจได้ว่าการผ่าตัดมีทั้งโอกาสสำเร็จและไม่สำเร็จ หรือโอกาสเกิดผลแทรกซ้อน ไม่ใช่ว่ามีแต่สำเร็จอย่างเดียวเท่านั้น

 

 

 เป็นคนยืดหยุ่น

 

 

 ใช้เหตุผลมากกว่าใช้อารมณ์

 

 

ลักษณะของผู้ที่มีการปรับตัวที่ไม่ดี (effective coper)

 

 ไม่ยืดหยุ่น เจ้าระเบียบ

 

 

 ไม่สามารถทนคำตอบที่หลากหลายหรือความไม่ชัดเจนได้

 

 

 เป็นคนไม่กล้าตัดสินใจ เชื่อง่าย และยอมมากจนเกินไป จนไม่สามารถตัดสินใจด้วยตัวเอง

 

 

 ใจร้อน ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล

 

 

การดูแลจิตใจผู้ที่เจ็บป่วย

 

สิ่งที่ต้องเน้นย้ำ คือ การดูแลผู้ป่วยมิใช่การดูแลเพียงด้านร่างกาย สนใจแต่อาการทางกายอย่างเดียวเท่านั้น ด้านจิตใจและสังคมก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน การดูแลที่ดีจึงต้องดูแลในทุกด้านผสมผสานกัน จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการดูแลรักษาองค์รวม การดูแลจิตใจผู้ที่เจ็บป่วยจึงควรประกอบไปด้วยสิ่งต่างๆ เหล่านี้

 

 

ข้อมูลที่เหมาะสมและเพียงพอ

 

ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอยากรู้ว่าตัวเองเป็นโรคอะไรมีวิธีการรักษาอย่างไรบ้าง โอกาสหายเป็นเท่าไหร่ ต้องใช้ระยะเวลานานแค่ไหน มีโอกาสเกิดผลแทรกซ้อนอะไรบ้าง และทำอย่างไรจึงจะหายเร็วขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลพื้นฐานที่ผู้ป่วยควรจะรู้ แต่ในทางตรงกันข้ามการไม่รู้ มักก่อให้เกิดความเครียด วิตกกังวล คิดมากหรือมองโลกในแง่ร้าย กว่าที่เป็นจริงได้

 

 

การที่ผู้ป่วยไม่ทราบข้อมูลอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่

 

1.ญาติไม่ยอากบอก หลายครั้งที่เวลาผู้ป่วยเจ็บป่วยหนัก ญาติมักไปคุยกับแพทย์กันสองคน แล้วไม่อยากบอกให้ผู้ป่วยรู้ หรือบอกก็บอกนิดหน่อย เพราะกลัวผู้ป่วยเครียดหรือใจไม่ดี

 

 

2.ตัวผู้ป่วยเองไม่กล้าถาม อาจจะด้วยเกรงใจแพทย์ หรือตอนนั้นยังงงๆ ทำให้ไม่รู้จะถามอะไร

 

 

3.แพทย์ไม่บอก แพทย์หลายคนยุ่งหรือมีเวลาตรวจน้อย ทำให้ไม่มีเวลาบอก หรือเห็นผู้ป่วยไม่ถามก็คิดว่าผู้ป่วยไม่สงสัยหรือรู้อยู่แล้วก็เลยไม่บอก ดังนั้น ทั้งผู้ป่วย ญาติ และแพทย จึงควรมีการพูดคุยสอบถามเพื่อประเมินว่าผู้ป่วยรับทราบข้อมูลที่เพียงพอหรือยัง ถ้ายังก็จะได้ให้ข้อมูลกันต่อไป

 

 

ประเมินและให้การรักษาอาการอื่นๆ นอกเหนือจากอาการหลักทางกายด้วย

 

บางครั้งเราอาจจะสนใจเฉพาะอาการหลักของโรคนั้นๆ จนลืมหรือไม่ใส่ใจอาการอื่นๆ ที่ผู้ป่วยอาจจะมีร่วมได้ เช่น ผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุขาหักสองข้าง ต้องผ่าตัดนอนบนเตียง แพทย์หรือญาติอาจจะใส่ใจกับขาที่หักกับแผลผ่าตัด จนไม่ได้สนใจว่าผู้ป่วยนอนไม่หลับเพราะปวดแผล หรือท้องผูกเพราะนอนมากเกินไป อาการอื่นๆ เหล่านี้ จะเป็นสิ่งที่เพิ่มเติมความทุกข์ให้กับผู้ป่วย ดังนั้น หากผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้ควรหาทางแก้ไข และบอกกับแพทย์ที่ดูแลด้วย

 

 

สร้างกำลังใจและความกล้าที่จะปรับตัวต่อการเจ็บป่วย

 

 ช่วยให้ผู้ป่วยยังรู้สึกว่าตัวเองยังมีความสามารถและความภาคภูมิใจในตัวเอง โดยอะไรที่ผู้ป่วยยังสามารถทำเองได้ก็ควรให้ผู้ป่วยได้ทำเองบ้าง ไม่ใช่เข้าไปช่วยหมดทุกอย่างจนไม่ได้ทำอะไรเลย รวมถึงผู้ป่วยควรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรักษาแลเรื่องทั่วๆ ไป

 

 

 สร้างความหวังให้แก่ผู้ป่วย ในกรณีนี้ความหวังนั้นต้องเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความหวังลวงๆ ที่ไม่เป็นจริง เช่น หากโรคของผู้ป่วยรักษาไม่หายขาด ก็ไม่ควรไปบอกว่ารักษาได้ การสร้างความหวังได้แก่การพูดให้กำลังใจผู้ป่วย รวมถึงการพูดคุยถึงเรื่องความหวังในอนาคต เช่น ถ้าหายแล้วจะทำอะไร ถ้าดีขึ้นแล้วไปเที่ยวกัน หรือทุกคนในที่ทำงานรอให้กลับไปอยู่ เป็นต้น

 

 

 ค้นหา พูดคุย และกล้าเผชิญกับความเปราะบางโดยไม่หลีกเลี่ยง นอกจากความหวังแล้ว อีกสิ่งที่จำเป็นคือการค้นหา “ความเปราะบาง” ที่อาจเกิดขึ้น เช่น ความวิตกกังวลว่าโรคจะไม่หาย การขาดรายได้ ที่ทำงานจะให้ออก ความกลัว เช่น กลัวที่จะต้องผ่าตัด กลัวการทำแผล หรือความรู้สึกผิด เช่น รู้สึกผิดที่เป็นภาระ ทำให้ครอบครัวต้องลำบาก เป็นต้น สิ่งเหล่านี้การพูดคุยระหว่างผู้ป่วยกับคนสนิทจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นและนำไปสู่การแก้ไขได้

 

 

การสนับสนุนทางสังคม

 

การได้แรงสนับสนุนทางด้านสังคม อันได้แก่ ครอบครัว ญาติ และเพื่อน มาเยี่ยม พูดคุย ให้กำลังใจ จะช่วยให้ผู้ป่วยมีกำลังใจ อารมณ์ดีขึ้น และป้องกันภาวะซึมเศร้าได้ แต่มีข้อควรระวังสำหรับญาติหรือเพื่อนที่ไม่สนิท คือ ไม่ควรที่จะถามซ้ำๆ เกี่ยวกับเรื่องอาการผู้ป่วยหรือการรักษา (เช่น เป็นโรคอะไร? รักษายังไง? ผลตรวจวันนี้เป็นไงบ้าง? อาการเป็นยังไงบ้าง? ปวดมากไหม? เมื่อไหรจะหาย? ฯลฯ) หรือถามเกี่ยวกับความเปราะบาง (ตามด้านบน) ของผู้ป่วย เพราะการต้องตอบคำถามเหล่านี้ซ้ำๆ วันละหลายรอบเป็นเรื่องที่น่าเบื่อและอาจทำให้รู้สึกหดหู่ จึงควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแพทย์และคนสนิท ส่วนคนอื่นๆ ที่ไปเยี่ยม การพูดคุยเรื่องทั่วไปหรือเรื่องที่สร้างความหวังกับผู้ป่วยน่าจะดีกว่า

 

 

ศาสนา

 

หลายคนเมื่อเจ็บป่วยจะเข้าหาศาสนามากขึ้น การศึกษาพบว่าหากการสนใจในศาสนาทำให้จิตใจสงบจะช่วยให้ร่างกายและจิตใจฟื้นตัวได้ดีขึ้น แต่ในทางตรงกันข้ามหากรับศาสนาแล้วจิตใจไม่สงบ เช่น คิดว่าเราเป็นคนบาปเลยถูกลงโทษ หรือรู้สึกว่าถูกพระเจ้าทอดทิ้ง จะให้ผลตรงกันข้าม ดังนั้น หากผู้ป่วยมีความสนใจในเรื่องศาสนาช่วยให้เกิดความสงบ แพทย์และญาติควรสนับสนุน แต่หากผู้ป่วยไม่สนใจในเรื่องนี้ไม่ควรไปยัดเยียดให้สนใจ

 

 

สังเกตุอาการของโรคซึมเศร้า

 

นอกจากนี้การเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นยังเป็นปัจจัยกระตุ้นอันหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคทางจิตเวชได้ โดยภาวะที่พบบ่อย ได้แก่ โรคซึมเศร้า ดังนั้นหากพบว่าผู้ป่วยมีอารมณ์เศร้าติดต่อกันนานหลายสัปดาห์ ร้องไห้บ่อยๆ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า เป็นภาระต่อคนอื่น หรือมีความคิดอยากตาย ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรรีบปรึกษาจิตแพทย์เพื่อรับการช่วยเหลือต่อไป

 

 

ความเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากเป็น แต่ในชีวิตจริงหลายครั้งเราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น หากเคราะห์ร้ายเจ็บป่วยขึ้นมาแล้ว สิ่งที่ทำได้คือการรักษาฟื้นฟูเพื่อให้หายดีที่สุด ซึ่งการดูแลรักษาที่ดีจำเป็นต้องทำอย่างองค์รวม คือไม่ใช่รักษาเฉพาะด้านร่งกายเท่านั้น แต่จิตใจก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องดูแลควบคู่กันไป เพื่อให้พวกเขาผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างดีที่สุดทั้งกายและใจ


2421
สิวอุดตันเกิดจาก สิวฮอร์โมน คอลลาเจน สิวไขมัน สิวหัวแข็ง AviClear AviClear Laser สิวไต สิวเสี้ยน หน้าขาวใส หน้าแพ้สาร สิวข้าวสาร หน้าใสไร้สิว หน้าไหม้แดด สิวหัวขาว หน้าแห้ง อาการนอนกรน วิธีลดไขมันทั้งตัว ผิวขาว ผิวหน้า ผู้หญิงนอนกรน หน้ากระจ่างใส วิธีลดไขมันในร่างกาย หน้าเนียนใส หน้าเนียน หน้าหมองคล้ำเกิดจาก กดสิวใกล้ฉัน กดสิวเสี้ยน กดสิว หน้าใส สิวอุดตัน หน้าหมองคล้ำ สิวอักเสบ สิว สิวหัวช้าง หน้าขาว สิวขึ้นคาง สิวผด ครีมลดรอยสิว วิธีแก้การนอนกรนผู้ชาย แก้อาการนอนกรนผู้หญิง วิธีลดหน้าท้องแบบเร่งด่วน Sculpsure ลดไขมันในร่างกาย วิธีลดไขมัน ลดไขมันต้นขา สลายไขมันหน้า ไตรกลีเซอไรด์ เซลลูไลท์ วิธีแก้นอนกรน ลดไขมัน Coolsculpting ทำกี่ครั้ง Sculpsure กับ Coolsculpting นอนกรนเกิดจาก Morpheus8 สลายไขมันหน้าท้อง วิธีลดพุงผู้หญิงเร่งด่วน 3 วัน Body Slim ลดไขมันทั้งตัว วิธีลดพุงผู้ชาย Morpheus8 กับ Ulthera ลดพุงเร่งด่วน วิธีลดไขมันต้นขา ลดพุง ดูดไขมัน วิธีลดหน้าท้อง สลายไขมันด้วยความเย็น คอเลสเตอรอล วิธีลดไขมันหน้าท้อง ไขมัน วิธีลดพุงผู้หญิง Coolsculpting Elite CoolSculpting vs Emsculpt วิธีลดพุง สลายไขมันต้นขา ลดไขมันหน้าท้อง นวดสลายไขมัน ผลไม้ลดความอ้วน ลดน้ำหนักเร่งด่วน อาหารคลีน กินคลีนลดน้ำหนัก ลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน กินคีโต วิธีลดความอ้วนเร็วที่สุด อาหารลดความอ้วน วิธีลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน วิธีลดน้ำหนัก กระชับสัดส่วน ลดความอ้วนเร่งด่วน ผลไม้ลดน้ำหนัก อาหารเสริมลดความอ้วน วิธีลดความอ้วน เมนูลดความอ้วน วิธีการสลายไขมัน ลดความอ้วน สลายไขมัน ลดน้ำหนัก สูตรลดน้ำหนัก Exilis Elite Thermage Body ออฟฟิศซินโดรม Inbody Vaginal Lift Morpheus Pro Oligio Body IV Drip Emsella เลเซอร์นอนกรน Indiba ปากกาลดน้ำหนัก Emsculpt CoolSculpting บทความน่ารู้ บทความกระชับสัดส่วนรูปร่าง บทความดูแลรูปร่างและสุขภาพ บทความรักษาอาการนอนกรน บทความ Morpheus บทความ Coolsculpting บทความโปรแกรมดูแลผิวหน้า ข่าวและกิจกรรม romrawin รมย์รวินท์