Haijai.com


7 อาหารควรงดป้องกันโรคเสื่อม


 
เปิดอ่าน 363

7 อาหารใกล้ตัว ต้องงด ลดโรคเสื่อม

 

สมัยก่อนอาหารที่เรากินกันนั้นมีหลากหลาย เนื่องจากเรากินอาหารตามฤดูกาลจำพวกพืชผัก ที่ขึ้นตามธรรมชาติ ไม่สามารถเลือกกินแต่สิ่งที่ชอบได้ทุกวันทุกมื้อ เนื่องจากสมัยนั้นเราไม่ใช้เทคโนโลยีในการเร่งผลผลิตกันเหมือนทุกวันนี้

 

เพราะการกินหลากหลายนี่เอง ทำให้เราได้รับแร่ธาตุและสารอาหารมากมายที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย สุขภาพจึงแข็งแรง ปราศจากโรคภัย และไม่เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ แบบคนปัจจุบันที่ถ้าจะว่าไป เจ็บป่วยกันตั้งแต่เด็กยันแก่ทีเดียว

 

แตกต่างจากากรบริโภคของคนในปัจจุบัน ที่สามารถกินอาหารทีตนเองชอบได้ทุกมื้อ (เนื่องจากเทคโนโลยีทางการเกษตร ช่วยปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ให้สามารถปลูกได้ทั้งปี แถมการขนส่งก็รวดเร็วปานสายฟ้า อยากกินอะไรจากท้องถิ่นไหน ก็สามารถทำได้ภายในข้ามคืน) เราเลยกินอาหารประเภทเดิมๆ สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการกินสารอาหารบางอย่างมากเกินไป และกินบางอย่างน้อยเกินไป

 

พ.ศ. นี้ เราเลยต้องมากำชับกันว่า ควรงดอะไรบ้าง เพื่อป้องกันโรคเสื่อมที่เป็นกันมากมายตั้งแต่เด็กยันแก่

 

1.แป้งขาว ข้าวขาว

แม้จะเป็นอาหารที่เราต้องกินกันตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณ แต่การกินมากเกินไปโดยที่ร่างกายได้รับสารอาหารอื่นไม่เพียงพอ ก็ทำให้อาหารชนิดนี้เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ เนื่องจากในการย่อยแป้งขาว หรือข้าวขาว ร่างกายต้องสูญเสียวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินบี แร่ธาตุ ไฟเบอร์ ไขมันดีในร่างกายไป

 

นอกจากนี้แป้งขาวและของหวานยังเต็มไปด้วยแคลอรี ซึ่งมีผลต่อระบบการควบคุมน้ำตาลในเลือด โดยการเข้าไปเพิ่มระดับอินซูลินและน้ำตาลในเลือดชั่วคราว ก่อนจะลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เราต้องบริโภคเพิ่ม ซึ่งก็ทำให้ระดับอินซูลิน และน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอีกก่อนตกลงในเวลาอันใกล้

 

เมื่อเป็นอย่างนี้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ จะทำให้เราเป็นโรคไฮโปไกลซีเมีย (Hypoglycemia) หรือโรคน้ำตาลในเลือดขึ้นๆ ลงๆ ซึ่งมีอาการปวดเมื่อย อ่อนเพลีย อารมณ์ปรวนแปร หิวบ่อย กินจุบจิบ

 

เมื่ออาการรุนแรงขึ้น ก็จะเกิดเป็นภาวะดื้ออินซูลิน อันเป็นภาวะก่อนเกิดโรคเบาหวาน โรคไขมันพอกตับ โรคหัวใจ

 

ยิ่งไปกว่านั้น การบริโภคแป้งขาวและข้าวขาวอย่างต่อเนื่อง จะมีผลต่อการทำงานของสมอง โดยกลูโคสที่ได้จากการย่อยแป้งขาว จะเข้าไปทำหน้าที่แทนตัวรับของสารสื่อประสาท ทำให้เกิดอาการติดและถ้ายังกินต่อไป ก็จะทำให้สารเคมีในสมองผิดปกติ กลายเป็นโรคซึมเศร้ายอดฮิต

 

 

2.ของหวาน ขนมหวาน น้ำหวาน

อันตรายของอาหารชนิดนี้ เหมือนการกินแป้งขาวและข้าวขาว เพราะระบบการย่อย ดูดซึม และนำไปใช้นั้น เป็นระบบเดียวกันเป๊ะ อาการติดของหวานชี้ชัดว่า ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ ขาดวิตามินบี (ที่ช่วยการทำงานของสมอง) ยีสต์และแบคทีเรียในลำไส้เติบโต (เนื่องจากของหวานคืออาหารของสิ่งมีชีวิต หรือแบคทีเรียตัวร้ายในลำไส้)

 

นอกจากนี้เมื่อต้องย่อยของหวาน ตับอ่อนจะหลั่งอินซูลินออกมาทำหน้าที่ ฉะนั้นเมื่อกินของหวานบ่อยๆ ตับอ่อนก็ต้องผลิตอินซูลินบ่อยๆ นานวันก็เกิดเป็นภาวะเครียดของต่อมหมวกไต ส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้า ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ สารเคมีในสมองไม่สมดุล ทำให้มีอารมณ์แปรปรวนและซึมเศร้า ฮอร์โมนเพศผิดปกติ กล่าวคือ ผู้ชายมีฮอร์โมนเอสโทรเจนเพิ่มขึ้น ทำให้กลายเป็นคนอ่อนแอ ขาดสภาวะผู้นำ ส่วนผู้หญิงจะมีฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนเพิ่มขึ้น ทำให้กลายเป็นคนก้าวร้าว ขาดความอ่อนโยน รวมทั้งเกิดภาวะมีบุตรยาก และปัยหาสุขภาพของคนวัยทอง ก็มาจากภาวะเครียดของต่อมหมวกไตนั่นเอง

 

 

3.เครื่องดื่มผสมโซดา

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า เครื่องดื่มผสมโซดามีประโยชน์ต่อสุขภาพ ข้อเท็จจริงคือ เครื่องดื่มชนิดนี้มีฟอสฟอรัสสูงมาก และฟอสฟอรัสเอง ก็มีส่วนสัมพันธ์กับกระดูกผุ เนื่องจากไปกดการทำงานของแคลเซียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟอสฟอรัสที่ผสมอยู่ในเครื่องดื่มนั้น เป็นสารสังเคราะห์ เลยยิ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

 

หากเป็นเครื่องดื่มผสมโซดาชนิดที่เป็นน้ำอัดลม ซึ่งมีความหวานมหาศาล ก็จะให้พลังงานสูงมาก ถ้าดื่มทุกวันจะช่วยเพิ่มน้ำหนักราวเดือนละครึ่งกิโลกรัมทีเดียว ถ้ากินติดต่อกันสักปีหนึ่ง จะเพิ่มน้ำหนักได้ถึง 7 กิโลกรัม

 

ยิ่งไปกว่านั้น น้ำอัดลมยังมีกาเฟอีน ก่อความเครียด เป็นภาระต่อมหมวกไต ทำให้เกิดปัญหาการย่อยอาหาร น้ำตาลในเลือดไม่สมดุล ก่อให้เกิดการสูญเสียแร่ธาตุในร่างากย และปัญหาสุขภาพอื่นๆ

 

 

4.แอลกอฮอล์

แอลกอฮอล์เป็นพิษต่อระบบเผาผลาญอย่างรุนแรง โดยจะตรงเข้าไปยังลำไส้ส่วนที่เรียกว่า Gut Lining ซึ่งเป็นที่อยู่ของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดภาวะลำไส้ขี้เกียจ สิ่งแปลกปลอมจึงเข้าไปยังกระแสเลือด และทำลายระบบภูมิคุ้มกันได้

 

นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังเหมือนของหวาน แป้งขาว และยาบางชนิด ซึ่งจะเข้าไปแทนที่และก่อกวนการทำงานของตัวรับสารสื่อประสาท ทำให้สารสื่อประสาทลดจำนวนลง ทำให้เกิดความอยากดื่มแอลกอฮอล์ และทำให้อารมณ์ปรวนแปร

 

ตับเองก็ต้องใช้เวลาถึง 8 ชั่วโมง ในการล้างพิษแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย แม้จะดื่มเพียงแก้วเดียวก็ตาม ทั้งนี้ถ้ามากกว่านี้ก็เตรียมรับปัญหาสุขภาพได้เลย ทั้งเชื้อราในลำไส้ ภาวะลำไส้ขี้เกียจ ภาวะน้ำตาลในเลือดไม่ปกติ ไฮโปไกลซีเมีย ขาดวิตามินและเกลือแร่ ตับไม่ทำงาน อ้วน โรคหัวใจ โรคตับ

 

 

5.เนื้อสัตว์แปรรูป

เนื่องจากสีผสมอาหาร สารเคมีในอาหาร และสารกันบูดในเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม ลูกชิ้น ก่อความเครียดให้ร่างกาย เป็นภาระหนักของระบบขับพิษของตับ โดยลดประสิทธิภาพการทำงานของตับลง จากงานวิจัยพบว่า เนื้อสัตว์แปรรูป มักผสมโซเดียมไนไตรต์ ซึ่งช่วยเพิ่มสีแดงและฆ่าแบคทีเรีย โดยตัวไนไตรต์นี้ เมื่อเข้าไปรวมกับกรดในกระเพาะอาหารจะกลายเป็นสารคาร์ซิโนเจนก่อมะเร็ง

 

 

6.อาหารที่มีส่วนผสมของไขมันทรานส์ และอาหารทอดน้ำมันท่วม

อาหารที่มีส่วนผสมของไขมันทรานส์ และอาหารทอดน้ำมันท่วมนั้น ปัจจัยแรกที่ต้องพิจารณาคือ ประเภทของน้ำมัน ซึ่งควรเป็นน้ำมันที่ผ่านการผลิตอย่างเป็นธรรมชาติ และไม่ใช่น้ำมันที่ผ่านกระบวนการแปรรูป หรือ Hydrogenated Fats

 

ปัจจัยที่สองคือ คุณภาพของน้ำมัน รวมถึงปัจจัยที่สามคือ การทอดอาหารเป็นเวลานานในกระทะน้ำมันท่วม ทั้งนี้น้ำมันดังกล่าว จะเปลี่ยนฟอร์มของอาหารจากที่มีประโยชน์ กลายเป็นอาหารก่อมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน ปัญหาผิวพรรณ กล้ามเนื้ออ่อนแรง

 

 

7.อาหารที่มีส่วนผสมของสารเคมี

อาหารดังกล่าว อาทิ ผักจากฟาร์มที่ฉีดยาฆ่าแมลง อาหารที่อยู่ในถุงพลาสติก หรือบรรจุอยู่ในภาชนะพลาสติก เนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนฮอร์โมน สารเคมี หรือยาแอนติไบโอติก เป็นต้น อาหารเหล่านี้ นอกจากก่อความเครียดในร่างกายแล้ว ยังเป็นภาระของตับในการขับพิษ ทั้งนี้หากเป็นพิษที่เป็นโลหะหนัก ระบบขับพิษจะไม่สามารถขับออกได้ทันที บ้างต้องใช้เวลานาน บ้างก็เข้าไปสะสมตามสะโพก ต้นขา

 

 

และหากเป็นอาหารที่มีส่วนผสมของยาแอนติไบโอติก ตัวยาจะเข้าไปฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ โดยส่งผลระยะยาวต่อระบบภูมิคุ้มกัน ระบบขับถ่าย ฯลฯ

 

 

เอื้อมพร แสงสุวรรณ

(Some images used under license from Shutterstock.com.)