แมกนีเซียม อาวุธลับสร้างกระดูกแข็งแรง

แมกนีเซียม อาวุธลับสร้างกระดูกแข็งแรง

แมกนีเซียม อาวุธลับสร้างกระดูกแข็งแรง

 

 

กระดูกคือโครงสร้างหลักสำคัญจากภายใน มีหน้าที่ในการเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ เอ็น เส้นเลือด และข้อต่อต่างๆ ทั่วร่างกาย แม้กระดูกจะเป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์เรามาตั้งแต่เกิด แต่หากระหว่างการดำเนินชีวิตประจำวันกลับไม่มีการดูดซึม หรือเพิ่มเติมอาหารที่เหมาะสม กระดูกที่เลื่องชื่อว่าแข็งแกร่ง ก็อาจต้องถึงคราวเสื่อมถอยด้อยคุณภาพลง ซึ่งแน่นอนว่าการเสื่อมตัวของกระดูกจะไม่มีการบอกกล่าวแต่เนิ่นๆ ดั่งเช่นเวลาเป็นหวัดจวนจะไข้ขึ้น อย่างที่เรารู้สึกกัน หากแต่จะเป็นการสะสมปัญหาแบบระยะยาว อีกทั้งภาวะกระดูกเสื่อมยังเกิดขึ้นได้กับมนุษย์ในทุกช่วงวัย ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มคนสูงอายุ อย่างที่ใครหลายคนเคยเข้าใจกัน

 

 

แมกนีเซียม สาระสำคัญปลูกฝังกระดูก

 

หากพูดถึงสารอาหารสำคัญของกระดูก หลายคนคงนึกถึงธาตุอาหารประเภทแคลเซียม (Calcium) เป็นอันดับแรกด้วย เพราะความเข้าใจที่ว่ามีส่วนช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง และลดการเปราะหักได้เป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นความเข้าใจที่ไม่ได้คลาดเคลื่อนเกินจริงแต่อย่างใด โดยงานวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า ประชากรส่วนใหญ่มักจะคำนึงถึงการได้รับสารอาหารประเภทแคลเซียม โปรตีนและวิตามินจากอาหารที่รับประทานเข้าไปเป็นอย่างแรก แต่กลับพบอัตราการป่วยเป็นโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) โรคข้อกระดูกเสื่อม (Osteoarthritis)  รวมถึงอาการเจ็บปวดเกี่ยวกับกระดูกอย่างต่อเนื่อง

 

 

เพราะการใช้ชีวิตประจำวันที่สะดวกสบายขึ้น รวมถึงอิริยาบถที่ล้วนเป็นการสะสมโรคทางกระดูกแบบไม่รู้ตัว เช่น การนั่งหลังงอ การก้มคอที่มากเกินไป หรือการเดินที่ส่งผลโดยตรงต่อกระดูกอย่างค่อยเป็นค่อยไป และยังพบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระดูกเสื่อมสภาพลง ก็มาจากการขาดแมกนีเซียมเป็นสำคัญ

 

 

แมกนีเซียม (Magnesium) จัดอยู่ในสารอาหารประเภทเกลือแร่ (Mineral) ทำหน้าที่ในการสังเคราะห์โปรตีน พร้อมควบคุมการทำงานของระบบประสาทและเซลล์ต่างๆ ให้มีกลไกเป็นปกติ ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมให้แคลเซียม ถูกดูดซึมเข้าสู่กระดูกได้ไวขึ้นอีกด้วย ภายในร่างกายของคนเรานั้น ประกอบไปด้วยแมกนีเซียมเฉลี่ยอยู่ที่ 25 กรัม พบได้มากในกระดูก แน่นอนว่าสารอาหารทุกประเภท ล้วนมาจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปด้วยกันทั้งสิ้น มากน้อยขึ้นอยู่ที่การเลือกบริโภค แต่ทราบหรือไม่ว่าแมกนีเซียมกลับเป็นสารอาหารที่ไม่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ทั้งที่เป็นสิ่งสำคัญต่อการกระตุ้นระบบต่างๆ ภายในร่างกาย ให้ทำงานได้เป็นอย่างดี

 

 

สุขภาพติดลบเพราะขาดแมกนีเซียม

 

แม้ว่าแคลเซียมจะเป็นชื่อสารอาหารตัวท็อปที่เลื่องชื่อ ช่วยเสริมความแข็งแรงให้กระดูก แต่นักวิจัยและนักโภชนาการหลายท่าน กลับเชื่อว่าแมกนีเซียมมีความสำคัญมากกว่าแคลเซียมเป็นไหนๆ ไม่ว่าจะเป็นการบำรุงสุขภาพกระดูกก็ดี หรือการดูแลระบบร่างกายให้เป็นไปตามธรรมชาติก็ดี

 

 

เพราะแมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญต่อระบบย่อยอาหาร การผลิตพลังงาน ช่วยให้กล้ามเนื้อเกิดการหดตัวและผ่อนคลาย ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เราไม่เป็นตะคริวหรือเหน็บชา โดยปกติแล้วแมกนีเซียม จะทำหน้าที่ควบคู่กับแคลเซียมอยู่เสมอ เมื่อใดที่ร่างกายเกิดมีปริมาณแคลเซียมมากเกินไป กล้ามเนื้อจะเกิดการหดรัด และทำงานอย่างไม่เป็นปกติ ทั้งยังส่งผลให้อารมณ์แปรปรวนและเกิดปฏิกิริยาเรรวนต่างๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ อาทิ

 

 อาการเฉื่อยชา ความจำเสื่อมถอย

 

 

 อาการสั่นที่ควบคุมไม่ได้ เช่น มือสั่น

 

 

 อาการตะคริว หรือกระตุกตามอวัยวะต่างๆ

 

 

 อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง และความผิดปกติเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ

 

 

 อาการคลื่นไส้ อาเจียน และเบื่ออาหาร

 

 

 ภาวะเลือดจางผิดปกติ และความดันโลหิตสูง

 

 

อย่างไรก็ตามการขาดแมกนีเซียม อาจมีสาเหตุมาจากการรับยาปฏิชีวนะบางชนิดร่วมด้วย แม้ว่าภาวการณ์ขาดแมกนีเซียม จะไม่ส่งผลรุนแรงต่อการเกิดโรคร้าย แต่ผลเสียของมันคือการเฝ้าทำร้ายระบบภายในให้เสื่อมสมรรถภาพลงอย่างช้าๆ ซึ่งการป้องกันที่ดีที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต และบริโภคอาหารให้หลากหลายขึ้น

 

 

เสริมพลังด้วยอาหารอุดมแมกนีเซียม

 

เคยเช็คตัวเองดูหรือไม่ว่า อาหารหรือของว่างที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวันนั้น ให้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนแล้วหรือไม่ แน่นอนว่าคำตอบที่ได้คือไม่ครบ

 

 

โดยเฉพาะหนุ่มสาวชาวออฟฟิศที่ยุ่งยากต่อการสรรหาอาหารกู้ชีพเพื่อสุขภาพในแต่ละวัน อีกทั้งเครื่องดื่มกระชากกำลังอย่างกาแฟ ที่คอยแต่จะสร้างริ้วรอยและความเสื่อมโทรมให้ทุกวัน แต่แท้ที่จริงแล้วการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่นั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องรับประทานให้ครบจบภายในวันเดียว หากแต่เป็นการรับประทานอย่างหลากหลาย ไม่จำเจซ้ำๆ เดิมๆ ติดต่อกัน แต่หนึ่งในนั้นจำเป็นที่จะต้องมีแมกนีเซียมปะปนอยู่ด้วย

 

1.เมล็ดฟักทอง (ประกอบด้วยแมกนีเซียม 130 มิลลิกรัม)

 

นอกจากจะเป็นแหล่งสะสมแมกนีเซียมแล้ว ยังอุดมไปด้วยสังกะสี ซึ่งเป็นส่วนช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการเสริมสร้างระบบต่างๆ ภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งวิตามินอีที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งบางชนิดได้อีกด้วย

 

 

2.ผักโขม (ประกอบด้วยแมกนีเซียม 160 มิลลิกรัม)

 

ด้วยคุณประโยชน์ที่มากด้วยสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ช่วยยับยั้งโรคอาการหัวใจตีบ และลดอาการหลอดเลือดผิดปกติ อีกทั้งวิตามิน K1 ที่มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง เรียกได้ว่า เป็นเกราะหุ้มกระดูกอย่างแท้จริงก็คงไม่ผิด

 

 

3.ถั่วเหลือง (ประกอบด้วยแมกนีเซียม 130 มิลลิกรัม)

 

ธัญพืชเลื่องชื่อด้านโปรตีน แต่อีกด้านหนึ่งยังพบว่าถั่วเหลืองมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างกระดูก และลดความรุนแรงของโรคกระดูกผุได้ ทั้งยังป้องกันการขาดแคลเซียม และปรับสมดุลทางอารมณ์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในเพศหญิง เราจึงมักจะสังเกตเห็นว่า ผู้หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือนหรือหมดประจำเดือนไปแล้ว มักนิยมดื่มน้ำเต้าหู้ เพื่อเป็นการบำรุงร่างกายอยู่เสมอ

 

 

4.งาดำ (ประกอบด้วยแมกนีเซียม 126 มิลลิกรัม)

 

ประกอบด้วยแร่ธาตุหลากชนิด รวมถึงธาตุอาหารประเภททองแดง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการบรรเทาอาการปวด และลดบวมโรคไขข้ออักเสบได้เป็นอย่างดี ทั้งยังประกอบไปด้วยอีลาสติน (Elastin) และคอลลาเจน (Collagen) จึงช่วยเสริมความยืดหยุ่นและเพิ่มความแข็งแรงแก่ข้อต่อ และกระดูกในส่วนต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

 

 

5.ถั่วดำ (ประกอบด้วยแมกนีเซียม 120 มิลลิกรัม)

 

มีส่วนช่วยในการบำรุงหัวใจและยับยั้งการก่อตัวของเซลล์มะเร็งได้ หากรับประทานเป็นประจำ ยังเป็นการช่วยบำรุงผิว ลดริ้วรอยและกระชับผิวได้เป็นอย่างดีอีกด้วย นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่รับประทานถั่วดำ จะมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่ไม่รับประทานถั่วดำเลย

 

 

การรับประทานอาหารอย่างหลากหลาย เป็นการเพิ่มทางเลือกและคุณประโยชน์ใหม่ๆ แก่ร่างกายเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นผัก ข้าว ผลไม้ ตลอดจนการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็ยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและเกราะป้องกันโรคภัยได้เป็นอย่างดี แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการเลือกปฏิบัติอย่างสมดุล เพราะไม่มีสิ่งไหนในโลกที่ให้ประโยชน์อยู่ตลอดเวลา แม้จะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าแต่หากได้รับมากเกิน ก็ตกเป็นโทษได้เช่นกัน


1883
สิวอุดตันเกิดจาก สิวฮอร์โมน คอลลาเจน สิวไขมัน สิวหัวแข็ง AviClear AviClear Laser สิวไต สิวเสี้ยน หน้าขาวใส หน้าแพ้สาร สิวข้าวสาร หน้าใสไร้สิว หน้าไหม้แดด สิวหัวขาว หน้าแห้ง อาการนอนกรน วิธีลดไขมันทั้งตัว ผิวขาว ผิวหน้า ผู้หญิงนอนกรน หน้ากระจ่างใส วิธีลดไขมันในร่างกาย หน้าเนียนใส หน้าเนียน หน้าหมองคล้ำเกิดจาก กดสิวใกล้ฉัน กดสิวเสี้ยน กดสิว หน้าใส สิวอุดตัน หน้าหมองคล้ำ สิวอักเสบ สิว สิวหัวช้าง หน้าขาว สิวขึ้นคาง สิวผด ครีมลดรอยสิว วิธีแก้การนอนกรนผู้ชาย แก้อาการนอนกรนผู้หญิง วิธีลดหน้าท้องแบบเร่งด่วน Sculpsure ลดไขมันในร่างกาย วิธีลดไขมัน ลดไขมันต้นขา สลายไขมันหน้า ไตรกลีเซอไรด์ เซลลูไลท์ วิธีแก้นอนกรน ลดไขมัน Coolsculpting ทำกี่ครั้ง Sculpsure กับ Coolsculpting นอนกรนเกิดจาก Morpheus8 สลายไขมันหน้าท้อง วิธีลดพุงผู้หญิงเร่งด่วน 3 วัน Body Slim ลดไขมันทั้งตัว วิธีลดพุงผู้ชาย Morpheus8 กับ Ulthera ลดพุงเร่งด่วน วิธีลดไขมันต้นขา ลดพุง ดูดไขมัน วิธีลดหน้าท้อง สลายไขมันด้วยความเย็น คอเลสเตอรอล วิธีลดไขมันหน้าท้อง ไขมัน วิธีลดพุงผู้หญิง Coolsculpting Elite CoolSculpting vs Emsculpt วิธีลดพุง สลายไขมันต้นขา ลดไขมันหน้าท้อง นวดสลายไขมัน ผลไม้ลดความอ้วน ลดน้ำหนักเร่งด่วน อาหารคลีน กินคลีนลดน้ำหนัก ลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน กินคีโต วิธีลดความอ้วนเร็วที่สุด อาหารลดความอ้วน วิธีลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน วิธีลดน้ำหนัก กระชับสัดส่วน ลดความอ้วนเร่งด่วน ผลไม้ลดน้ำหนัก อาหารเสริมลดความอ้วน วิธีลดความอ้วน เมนูลดความอ้วน วิธีการสลายไขมัน ลดความอ้วน สลายไขมัน ลดน้ำหนัก สูตรลดน้ำหนัก Exilis Elite Thermage Body ออฟฟิศซินโดรม Inbody Vaginal Lift Morpheus Pro Oligio Body IV Drip Emsella เลเซอร์นอนกรน Indiba ปากกาลดน้ำหนัก Emsculpt CoolSculpting บทความน่ารู้ บทความกระชับสัดส่วนรูปร่าง บทความดูแลรูปร่างและสุขภาพ บทความรักษาอาการนอนกรน บทความ Morpheus บทความ Coolsculpting บทความโปรแกรมดูแลผิวหน้า ข่าวและกิจกรรม romrawin รมย์รวินท์