3 เคล็ดลับดูแลสุขภาพผู้ใช้สมาร์ทโฟน
ข้อมูลจากการสำรวจการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติปี พ.ศ.2555 พบว่า ผู้สูงอายุมีการใช้อินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์สื่อสารออนไลน์ประมาณร้อยละ 2 โดยประชากรผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร และเขตเทศบาลมีการใช้มากที่สุด ส่วนใหญ่ใช้เพื่อค้นหาข้อมูล รองลงมาคือ ติดตามข่าวสาร และรับ-ส่งอีเมล แม้ตัวเลขร้อยละ 2 จะถือว่าน้อยมาก แต่หากหันไปมองรอบๆ ตัวแล้ว ต้องยอมรับว่า พบผู้สูงอายุใช้อุปกรณ์สื่อสารอย่างแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนได้อย่างคล่องแคล่วมากขึ้น
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ภานุพันธุ์ ทรงเจริญ หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า การใช้อุปกรณ์สื่อสารอย่างแพร่หลายทำให้พบผู้ป่วยในกลุ่มโรคออฟฟิศซินโดรม และนิ้วล็อกที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในวันนี้หากมีอาการในกลุ่มโรคดังกล่าว แล้วจะต้องอาศัยเวลาในการรักษานานกว่าปกติ
จึงขอแนะนำการใช้อุปกรณ์เหล่านั้นให้ปลอดภัยต่อสุขภาพด้วยเทคนิคง่ายๆ ดังนี้
3 Tips for Smart Tech User ฉลาดใช้เทคโนโลยี
1.จำกัดเวลาใช้
รองศาสตราจารย์ นายแพทย์นริศ กิจณรงค์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และเลขาธิการราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ควรพักสายตาหลังการใช้งานอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ทุกๆ 1 ชั่วโมง เพราะแสงสีฟ้าและรังสีอัลตราไวโอเลตจากหน้าจอโทรศัพท์ สมาร์โฟน หรือแท็บเล็ต ส่งผลให้จอตาเสื่อม จากาการสำรวจในประเทศไทยพบว่า มีผู้ที่เป็นโรคนี้แล้วกว่า 14 ล้านคน เวลามองจะเห็นคล้ายหยากไย่ลอยอยู่ มีอาการปวดตาและอาจกลายเป็นต้อกระจกได้
2.ปรับองศา อย่าก้มมาก
รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) นายแพทย์วรวรรธน์ ลิ้มทองกุล ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุว่า การก้มหน้าก้มตากดโทรศัพท์หรือใช้แท็บเล็ตอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดอาการปวดต้าแต่กระดูกสันหลังช่วงต้นคอ บ่า ไหล่ และสะบัก ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่าโรคหลังห่อคอตก (Text Neck) โดยมุมที่แนะนำคือ ไม่ควรก้มเกิน 15 องศา แต่ส่วนใหญ่มักจะก้มลงไปถึง 25-30 องศา
ควรเปลี่ยนท่าจากการก้มหน้าเป็นเงยหน้า หรือยกจอให้อยู่ระดับสายตาแทน
3.พิมพ์เท่าที่จำเป็น
รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า การออกแรงกำมือหรืองอนิ้วบ่อยๆ จากการใช้อุปกรณ์สื่อสาร จนทำให้ปลอกหุ้มเอ็นหนาตัวขึ้น จนกดรัดการเคลื่อนไหวของเส้นเอ็น ทำให้เกิดโรคนิ้วล็อกได้
แนะนำให้ใช้วิธีพูดผ่านทางโทรศัพท์ หรือข้อความเสียงแทนการพิมพ์ ส่วนขณะพักให้ยืดเหยียดนิ้วและแขนให้สุด สลับกับการกำมือแน่นๆ ช้าๆ สัก 100 ครั้ง หรือนวดคลายกล้ามเนื้อและเอ็นด้วยตนเองบ้าง