Haijai.com


โรคหัวใจขาดเลือด


 
เปิดอ่าน 3721

หัวใจขาดเลือด

 

 

โรคหัวใจขาดเลือด หรือ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน กล้ามเนื้อหัวใจตาย-ขาดเลือด เป็นโรคหนึ่งในห้าโรคที่เป็นสาเหตุการป่วย พิการและตายมากที่สุดของชาวโลกและชาวไทย “โรคยาห้าโรค” ได้แก่ เบาหวาน ความดันเลือดสูง หลอดเลือดหัวใจตีบตัน หลอดเลือดสมองตีบ-อัมพฤกษ์-อัมพาต และมะเร็ง คำขวัญของวันหัวใจโลก ปีนี้ (พ.ศ.2557-2558) คือ “Heart Choices, not Hard Choices” หรือแปลไทยว่า “ทางเลือกรักษ์หทัย ไม่ยากอย่างที่คิด” เรามาลองทดสอบตนเองว่าเรารู้จักโรคหัวใจขาดเลือดมากน้อยแค่ไหน เราดูแลตนเองถูกต้อง เหมาะสมมากน้อยเพียงใด

 

 

หลอดเลือดหัวใจตีบตันแล้ว แม้ขยายหลอดเลือดหัวใจให้ไม่ตีบหรือผ่าตัดต่อหลอดเลือดที่ตีบตัน  ให้หัวใจหายขาดเลือดก็ยังถือว่า “ไม่หายขาด” เพราะหลอดเลือดหัวใจตีบตันใหม่ได้อีก ถ้าปัจจัยเสี่ยงยังมีอยู่ แล้วจะทำอย่างไรดี

 

 A.ลด ละ เลิก ปัจจัยเสี่ยง/ปัจจัยกระตุ้น

 

 B.หาอาหารเสริมมากินป้องกันไม่ให้หลอดเลือดตีบ

 

 C.กินยาที่แพทย์ให้มาอย่างสม่ำเสมอ

 

 

คำตอบคือ ข้อ A

 

ยังไม่พบการศึกษาใดที่น่าเชื่อถือเพียงพอ และแสดงให้เห็นว่าอาหารเสริมช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดหัวใจตีบตัน การกินยาอย่างเดียวโดยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อลด ละ เลิกปัจจัยเสี่ยง/ปัจจัยกระตุ้น ไม่อาจป้องกันการเกิดหลอดเลือดตีบได้

 

 

ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอกด้านซ้าย (ที่เคยเป็นมาก่อน) ร้าวไปแขนซ้ายขณะเดินขึ้นบันได ควรจะทำอย่างไร

 

 A.ขับรถไปโรงพยาบาลด้วยตนเอง

 

 B.รีบโทรศัพท์บอกญาติให้พาไปโรงพยาบาล

 

 C.อมยาใต้ลิ้นหลังจากนั่งพักแล้วไม่หายแน่นหน้าอก

 

 

คำตอบคือ ข้อ C

 

เมื่อผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคหัวใจขาดเลือดเกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหมือนที่เคยเป็นมาก่อน ขณะที่หัวใจเต้นเร็วเต้นแรง ไม่ต้องให้ญาติพาไปโรงพยาบาลทันที แต่ให้หยุดกิจกรรมที่ทำอยู่และนั่งพักสัก 3-5 นาที หายใจเข้าออกช้าๆ ยาวๆ ให้สบาย ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรอมยาใต้ลิ้น 1 เม็ด จากนั้นรอ 10 นาที ถ้าไม่ดีขึ้นให้อมอีก 1 เม็ด รออีก 10 นาที ถ้าไม่มียาอมใต้ลิ้น อาการไม่ดีขึ้น อาการมากขึ้นหรือมีอาการอื่น เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตก ใจสั่น จะเป็นลมร่วมด้วย ให้รีบโทรศัพท์หมายเลข 1669 (สายด่วนฉุกเฉินทางสุขภาพใช้ได้ทั่วประเทศ) แจ้งอาการให้เจ้าหน้าที่ทราบและทำตามคำแนะนำต่อไป ไม่ควรขับรถมาโรงพยาบาลเอง ไม่ต้องรอจนถึงเช้าหรือจนถึงเวลาญาติมาหา

 

 

โรคหัวใจขาดเลือดอาจเกิดอาการหมดสติ เสียชีวิตเฉียบพลันได้ ถ้าเราเห็นคนที่กำลังหมดสติค่อยๆ ล้มตัวลงนอน เขย่าตัว เรียกก็ไม่ตอบสนอง เราควรจะทำอะไร

 

 A.กรอกน้ำหวานใส่ปากคนที่นอนอยู่

 

 B.รีบโทรศัพท์หมายเลข 1669

 

 C.รีบเป่าปากช่วยหายใจ

 

 

คำตอบคือ ข้อ B

 

ถ้าเราพบผู้ที่หมดสตินอนอยู่ สิ่งที่ต้องประเมิน คือ ผู้ป่วยมีการบาดเจ็บที่บริเวณคอหรือไม่ เพราะอาจมีกระดูกคอหักกดทับไขสันหลัง จึงควรให้บริเวณคอขยับน้อยที่สุดขณะกู้ชีวิต หรือเคลื่อนย้ายผู้ป่วย แต่ถ้าเราเห็นว่าผู้ป่วยหมดสติไม่ได้รับการกระทบกระแทกบริเวณคอ ให้รีบโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือที่หมายเลข 1669 หรือสายด่วน 191 ไม่ควรใส่สิ่งใดๆ เข้าปากผู้หมดสติ เพราะอาจสำลักลงหลอดลมหรืออุดกั้นการหายใจ และไม่จำเป็นต้องเป่าปากช่วยหายใจ ถ้าไม่หยุดหายใจ แต่ควรกดนวดบริเวณหัวใจ (ปั๊มหัวใจ) ถ้าทำเป็น (ดูวิธีการกู้ชีวิตผู้ป่วยหมดสติจาก Youtube: Thai BLS CPR 2010 ช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่)

 

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจขาดเลือด คือ ความดันเลือดสูง ผู้ป่วยความดันเลือดสูง 2 คนเพศเดียวกัน วัยเดียวกัน ปัจจัยเสี่ยงเหมือนกัน ความดันเลือดที่วัดได้ 150/80 เท่ากัน คนหนึ่งกินยาความดันฯ 2 ตัว อีกคนหนึ่งไม่กินยา ถามว่าโอกาสเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดของ 2 คนนี้เป็นอย่างไร

 

 A.ทั้ง 2 คนมีโอกาสเสี่ยงเท่ากัน

 

 B.คนไม่กินยาเสี่ยงน้อยกว่าคนกินยา

 

 C.คนกินยาเสี่ยงน้อยกว่าคนไม่กินยา

 

 

คำตอบคือ ข้อ B

 

การประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดตลอดชีพที่เรียกว่า QRISK (www.qrisk.org/lifetime/index.php) หรือ ประเมินโอกาสเสี่ยงฯ 30 ปี (Framingham 30-year CV risk score) พบว่าการกินยาลดความดันฯ เป็นปัจจัยหนึ่งในการเพิ่มโอกาสเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาวมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้กินยาลดความดันฯ แต่ให้กินยาลดความดันฯ จนคุมระดับความดันฯ พอเหมาะ (ไม่สูงเกินไป ไม่ต่ำเกินไป) แล้วปรับเปลี่ยนพฤติกรรม “การกินอยู่” ลดความดันฯ ด้วยจนไม่กินยาได้เลย และคุมความดันฯ ได้จะดีที่สุดครับ (กินยาดีกว่า ไม่กิน แต่ “ทำเอง” ดีกว่า กินยาอย่างเดียว)

 

 

การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ไม่ว่าจะเป็นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ผู้ป่วยดังกล่าวจึงควรหยุดสูบบุหรี่ด้วยวิธีอะไร

 

 A.หักดิบ กำหนดวัน เวลาหยุดสูบบุหรี่แล้วหยุดทันที

 

 B.เปลี่ยนมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า (e-cigarette) แทน

 

 C.ค่อยๆ ลดการสูบลงทีละมวน

 

 

คำตอบคือ ข้อ A

 

การหยุดสูบบุหรี่จะหยุดสูบได้ก็ต่อเมื่อ “การหยุดสูบบุหรี่” เพิ่มความสุข ลดความทุกข์ของผู้ป่วยได้มากขึ้นกว่าตอนสูบบุหรี่ (ความสุขที่คุณสูบได้) การลดการสูบบุหรี่ทีละมวนหรือใช้บุหรี่ไฟฟ้าแทน ไม่มีหลักฐานทางวิชาการว่าช่วยลดโอกาสโรคหัวใจขาดเลือด แต่การหักดิบ หยุดสูบบุหรี่ทันที ทำให้โอกาสเสี่ยงดังกล่าวค่อยๆ ลดลงจนเท่าคนที่ไม่ได้สูบในเวลาประมาณ 5 ปี

 

 

โรคเบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอีกประการของโรคหัวใจขาดเลือด การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้พอเหมาะวิธีใดน่าจะดีที่สุด

 

 A.กินยาเบาหวานอย่างเดียว

 

 B.ฉีดยาเบาหวานอย่างเดียว

 

 C.เดินหรือออกกำลังกายปานกลางจนแพทย์ให้หยุดยาเบาหวานได้

 

 

คำตอบคือ ข้อ C

 

ยาตัวแรกที่คุณหมอจะสั่งให้ผู้ป่วยเบาหวาน คือ เมทฟอร์มิน ไม่ช่วยลดอัตราการตาย การตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ในขณะที่การออกกำลังกายปานกลาง หรือการเดินช่วยลดการตายดังกล่าวได้ ส่วนการฉีดยาอินซูลีนอาจเพิ่มโอกาสการตาย เพราะเป็นเบาหวานมานาน หรือรุนแรงกว่ากลุ่มที่ไม่ต้องฉีด

 

 

จากการศึกษาที่ผ่านมา อาหารชาติใดที่ช่วยลดการตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด

 

 A.อาหารชาวกรีกโบราณ

 

 B.อาหารชาวญี่ปุ่น

 

 C.อาหารชาวไทย

 

 

คำตอบคือ ข้อ A

 

อาหารเมดิเตอร์เรเนียน หรืออาหารชาวกรีกโบราณประกอบด้วยอาหาร 9 ประเภทใหญ่ๆ คือ ผัก ผลไม้ ปลา ธัญพืช ไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (น้ำมันมะกอก) มากกว่าไขมันอิ่มตัว (ไขมันสัตว์) ดื่มแอลกอฮอล์ (ไวน์) ปานกลาง เนื้อสัตว์น้อยมาก (ไม่เกินสัปดาห์ละ 2 ครั้ง) เนย นม ไข่  น้อย ทุกๆ 2 ประเภท ที่กินเพิ่มขึ้นจะลดโอกาสตายทุกสาเหตุร้อย 9 ลดการตายจากมะเร็งร้อยละ 6 ลดการเกิดโรคอัลไซเมอร์และพาร์กินสันร้อยละ 13 ส่วนอาหารไทยและอาหารญี่ปุ่นยังไม่มีการศึกษาที่มากพอที่จะสรุป

 

 

สรุปว่าโรคหัวใจขาดเลือดเป็นโรคที่พบได้บ่อยและมีเหตุปัจจัยมาจากากรกินอยู่ที่ “อร่อยเกิน สบายเกิน เครียดเกิน หลงอยาก หลงยึดเกิน” การรักษาทางตะวันตก ช่วยเพิ่มโอกาสที่เราจะดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรคนี้ได้มากขึ้น การดูแลการกินอยู่ ซึ่งเป็นการป้องกัน จึงสำคัญมากกว่าการรักษาเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน ดังคำกล่าวว่า “กันไว้ดีกว่าแก้ แย่แล้วแก้ไม่ทัน” ครับ

 

 

ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์

อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจและหลอดเลือด

(Some images used under license from Shutterstock.com.)