ฉีดโบท็อกซ์รักษาโรคไมเกรน

ฉีดโบท็อกซ์รักษาโรคไมเกรน

โบท็อกซ์ ไม่ได้มีดีแค่ทำสวย แต่รักษาโรคได้

 

 

สาวๆ หลายคนคงรู้จัก “โบท็อกซ์” กันเป็นอย่างดี สารที่ใครๆ มักให้ความสำคัญในเรื่องของการลดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ให้กลับมาเบบี้เฟซเต่งตึงดังเดิม แต่ใครว่าโบท็อกซ์มีดีแต่เรื่องความสวยความงามเพียงอย่างเดียว เพราะปัจจุบันโบท็อกซ์ สามารถช่วยรักษาโรคได้ด้วย โดยเฉพาะ “โรคไมเกรนและอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ” นับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาที่ได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผู้ป่วยก็กลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วและดีขึ้นด้วย

 

 

รู้จักกับไมเกรน ก่อนโบท็อกซ์

 

ไมเกรนจัดอยู่ในโรคของการปวดศีรษะแบบปฐมภูมิ ไม่พบพยาธิสภาพในสมอง เป็นโรคเรื้อรังที่มีอาการปวดศีรษะเป็นๆ หายๆ ซึ่งอาจมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การงานหรือการเรียนได้ โรคนี้มีผลทำให้ระบบรับความรู้สึกเจ็บปวด มีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น

 

 

ซึ่งไมเกรนเกิดจากระบบรับความรู้สึกเจ็บปวด บริเวณใบหน้ามีความไวมากกว่าปกติ เจออะไรกระตุ้นนิดกระตุ้นหน่อย ก็ทำให้ปวดหัวขึ้นมาได้ไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ เจออะไรกระตุ้นนิดกระตุ้นหน่อยก็ทำให้ปวดหัวขึ้นมาได้ เกิดการอักเสบของเส้นเลือด สมอง และเส้นประสาท ซึ่งพบได้ในผู้หญิงร้อยละ 18 และพบในผู้ชายร้อยละ 6 และจะพบมากที่สุดในช่วงอายุ 25 ปี และ 55 ปี สามารถสังเกตอาการได้ดังนี้

 

 ปวดศีรษะนาน 4-72 ชั่วโมง (ไม่ได้รับยา)

 

 

 ปวดศีรษะด้านเดียว (พบการปวด 2 ข้างได้ 40-50%)

 

 

 มีอาการปวดตุบๆ เมหือนเส้นเลือดเต้น หรอืปวดแบบหนักๆ บีบๆ ก็ได้

 

 

 ปวดรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก

 

 

 ปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวศีรษะหรือร่างกาย

 

 

 มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือไวกับแสง/เสียง

 

 

 ซึ่งบางรายอาจมีอาการนำมาก่อนการปวดศีรษะ

 

 

ผลกระทบจากโรคปวดศีรษะไมเกรน

 

80% ของผู้ป่วยไมเกรน มีอาการปวดศีรษะรุนแรงมาก

 

60% มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมกับอาการปวดศีรษะ

 

50% มีอาการไวกับแสง และไวกับเสียงร่วมด้วย

 

75% มีประสิทธิภาพการเรียนหรือทำงานลดลง

 

50% ต้องหยุดงานหรือหยุดเรียน เนื่องจากปวดศีรษะไมเกรน

 

 

หลายทางเลือกรักษาไมเกรน

 

 การรักษาแบบให้ยาป้องกัน

 

ยากลุ่มอาการชัก ยาต้านซึมเศร้า ยายับยั้งตัวจับแคลเซียม ยายับยั้งตัวรับเบต้า เป็นต้น ซึ่งต้องรับประทานยาทุกวันติดต่อกันประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี โดยยาจะเริ่มออกฤทธิ์หลังจากรับประทานประมาณ 2 สัปดาห์ ช่วยลดความรุนแรงของอาการไมเกรน ลดความถี่ ทำให้ยาแก้ปวดออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น

 

 

การป้องกันไมเกรนโดยการใช้วิตามินและเกลือแร่

 

 แมกนีเซียม (Magnesium) 400-600 มิลลิกรัมต่อวัน

 

 

 วิตามินบี 2 (Riboflavin) 400 มิลลิกรัมต่อวัน

 

 

 โคเอนไซม์คิวเทน (Coenzyme Q10) 150-300 มิลลิกรัมต่อวัน

 

 

ค็อกเทลรักษาอาการปวดศีรษะ (Headache Cocktail)

 

ใช้ยาฉีดร่วมกันหลายชนิด เพื่อลดอาการปวดศีรษะและการกลับเป็นซ้ำให้ผลดีกว่าการฉีดยาแก้ปวดอย่างเดียว ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการดีขึ้นมากในไม่ถึงชั่วโมง ลดอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลได้

 

 

 การรักษาไมเกรนโดยไม่ใช้ยา

 

 การฝังเข็ม

 

 

 การทำกายภาพบำบัด

 

 

 หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น

 

 

 การบำบัดโดยการปรับพฤติกรรมและความคิด

 

 

 การฝึกการผ่อนคลาย

 

 

 ไบโอฟีดแบค (Biofeedback) เป็นการให้ผู้ป่วยเรียนรู้การควบคุมการทำงานของร่างกาย เช่น การหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจ อุณหภูมิที่ปลายมือ และการกำหนดจิต

 

 

 การกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (transcranial magnetic stimulation) เหนี่ยวนำให้เกิดไฟฟ้ากระแสตรง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในสมอง การใช้อุปกรณ์ปล่อยกระแสไฟฟ้า (cefaly) คาดไว้บริเวณหน้าผาก เพื่อกระตุ้นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 (trigeminal nerve stimulation)

 

 

ฉีด “โบท็อกซ์” รักษาไมเกรน

 

ใครจะรู้จริงๆ ว่าโบท็อกซ์หรือโบทูลินัมท็อกซิน ชนิด เอ (Botulinum toxin Type A) ที่เอาไว้ทำสวยกันนั้นคือ สารพิษชนิดหนึ่งที่มีความแรงมากที่สุดในโลก ออกฤทธิ์โดยทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต เมื่อให้ยากล้ามเนื้อจึงจะคลายตัว นอกจากความสวยความงามที่สาวๆ หนุ่มๆ มักฉีดเพื่อลดริ้วรอยแล้ว โบท็อกซ์ยังมีประโยชน์ทางการแพทย์ด้วย แต่ในเมื่อมีฤทธิ์แรงขนาดนี้แล้ว จะเป็นอันตรายหรือไม่

 

 

การนำโบท็อกซ์มารักษาไมเกรนเริ่มขึ้นจาก คนไข้มาฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดริ้วรอยกับแพทย์ พบว่าอาการปวดไมเกรนดีขึ้น จึงได้นำมาศึกษาและวิจัยเกิดขึ้นมาหลังจากนั้น ต่อมาองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา จึงอนุญาตให้นำโบท็อกซ์มารักษาโรคปวดไมเกรนเรื้อรังได้

 

 

การฉีดโบท็อกซ์รักษาไมเกรนนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นไมเกรนเรื้อรัง (ปวดอย่างน้อย 15 วันต่อเดือน) ซึ่งต้องเข้ามารับการฉีดโบท็อกซ์ ทุก 3 เดือน เนื่องจากเป็นสารพิษชนิดหนึ่ง ร่างกายจึงมีกลไกในการจำกัดสารพิษออกไป สามารถช่วยลดความรุนแรงและความถี่ของอาการปวดศีรษะได้ประมาณ 70% นอกจากนี้ยังมีผลข้งเคียงน้อย หรือผลข้างเคียงลักษณะแบบชั่วคราว เช่น หนังตาตก รูปหน้าเบี้ยว เป็นต้น

 

 

โบท็อกซ์ช่วยลดไมเกรนได้อย่างไร

 

เส้นประสาทจะมีการติดต่อสื่อสารกับเซลล์กล้ามเนื้อ เมื่อมีการติดต่อกัน สารอะเซทธิลโคลีน (Acethyl Choline) จะถูกปล่อยออกมาจับกับตัวรับที่อยู่ในกล้ามเนื้อเส้นประสาท จึงมีการสั่งการให้กล้ามเนื้อหดตัว ซึ่งโบท็อกซ์จะยับยั้งสารอะเซทธิลโคลีน ที่จะไปจับกับผนังเซลล์ ไม่ให้เกิดการส่งสารสื่อประสาท กล้ามเนื้อจึงไม่หดตัวนั่นเอง และนอกจากจะยับยั้งตัว สารอะเซทธิลโคลีน แล้วยังยับยั้งสารสื่อประสาทที่ทำให้เกิดการอักเสบได้ ทำให้รู้สึกเจ็บปวดลดลงได้

 

 

หลายคนอาจคิดว่า หากโบท็อกซ์เป็นสารพิษที่ทำให้กล้ามเนื้อถึงขั้นเป็นอัมพาตได้ แล้วจะสามารถรรักษาโรคหรือทำสวยได้อย่างไร ขอบอกว่าแพทย์ใช้ในปริมาณที่น้อยมาก น้อยจนไม่ถึงกับทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตได้ขนาดนั้น ผู้ที่เป็นไมเกรนส่วนหนึ่งจะมีการหดเกร็งหรือมีการหดตัวของกล้ามเนื้อมากเกินไป เนื่องจากมีความวิตกกังวล และความเครียดร่วมด้วย ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้ามีการหดเกร็งเยอะ ซึ่งโบท็อกซ์จึงช่วยยับยั้งการหดตัวได้ดี ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา และได้รับการจดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อย่างถูกต้อง จึงรับรองได้ว่า

 

 

ตำแหน่งการฉีดโบท็อกซ์ในผู้ป่วยไมเกรน

 

ตำแหน่งในการฉีดรักษาไมเกรนจะฉีดบริเวณรอบๆศีรษะของผู้ป่วย ต้นคอ และบ่า รวมทั้งหมด 31 จุด จุดละ 5 ยูนิต รวมเป็น 155 ยูนิต ซึ่งมีผลงานวิจัยว่าหากฉีดครบทั้งหมด 31 จุด แล้วจะสามารถป้องกันโรคไมเกรนได้

 

 

นายแพทย์ชาคร จันทร์สกุล

อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท

โรงพยาบาลกรุงเทพ


6254
สิวอุดตันเกิดจาก สิวฮอร์โมน คอลลาเจน สิวไขมัน สิวหัวแข็ง AviClear AviClear Laser สิวไต สิวเสี้ยน หน้าขาวใส หน้าแพ้สาร สิวข้าวสาร หน้าใสไร้สิว หน้าไหม้แดด สิวหัวขาว หน้าแห้ง อาการนอนกรน วิธีลดไขมันทั้งตัว ผิวขาว ผิวหน้า ผู้หญิงนอนกรน หน้ากระจ่างใส วิธีลดไขมันในร่างกาย หน้าเนียนใส หน้าเนียน หน้าหมองคล้ำเกิดจาก กดสิวใกล้ฉัน กดสิวเสี้ยน กดสิว หน้าใส สิวอุดตัน หน้าหมองคล้ำ สิวอักเสบ สิว สิวหัวช้าง หน้าขาว สิวขึ้นคาง สิวผด ครีมลดรอยสิว วิธีแก้การนอนกรนผู้ชาย แก้อาการนอนกรนผู้หญิง วิธีลดหน้าท้องแบบเร่งด่วน Sculpsure ลดไขมันในร่างกาย วิธีลดไขมัน ลดไขมันต้นขา สลายไขมันหน้า ไตรกลีเซอไรด์ เซลลูไลท์ วิธีแก้นอนกรน ลดไขมัน Coolsculpting ทำกี่ครั้ง Sculpsure กับ Coolsculpting นอนกรนเกิดจาก Morpheus8 สลายไขมันหน้าท้อง วิธีลดพุงผู้หญิงเร่งด่วน 3 วัน Body Slim ลดไขมันทั้งตัว วิธีลดพุงผู้ชาย Morpheus8 กับ Ulthera ลดพุงเร่งด่วน วิธีลดไขมันต้นขา ลดพุง ดูดไขมัน วิธีลดหน้าท้อง สลายไขมันด้วยความเย็น คอเลสเตอรอล วิธีลดไขมันหน้าท้อง ไขมัน วิธีลดพุงผู้หญิง Coolsculpting Elite CoolSculpting vs Emsculpt วิธีลดพุง สลายไขมันต้นขา ลดไขมันหน้าท้อง นวดสลายไขมัน ผลไม้ลดความอ้วน ลดน้ำหนักเร่งด่วน อาหารคลีน กินคลีนลดน้ำหนัก ลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน กินคีโต วิธีลดความอ้วนเร็วที่สุด อาหารลดความอ้วน วิธีลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน วิธีลดน้ำหนัก กระชับสัดส่วน ลดความอ้วนเร่งด่วน ผลไม้ลดน้ำหนัก อาหารเสริมลดความอ้วน วิธีลดความอ้วน เมนูลดความอ้วน วิธีการสลายไขมัน ลดความอ้วน สลายไขมัน ลดน้ำหนัก สูตรลดน้ำหนัก Exilis Elite Thermage Body ออฟฟิศซินโดรม Inbody Vaginal Lift Morpheus Pro Oligio Body IV Drip Emsella เลเซอร์นอนกรน Indiba ปากกาลดน้ำหนัก Emsculpt CoolSculpting บทความน่ารู้ บทความกระชับสัดส่วนรูปร่าง บทความดูแลรูปร่างและสุขภาพ บทความรักษาอาการนอนกรน บทความ Morpheus บทความ Coolsculpting บทความโปรแกรมดูแลผิวหน้า ข่าวและกิจกรรม romrawin รมย์รวินท์