Haijai.com


โรคปวดศีรษะ โรคไมเกรน คืออะไร


 
เปิดอ่าน 2341

โรคปวดศีรษะ โรคไมเกรน คืออะไร

 

 

ไมเกรน เป็นโรคปวดศีรษะชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทที่หลอดเลือดแดง บริเวณศีรษะไมเกรนเป็นโรคเรื้อรังไม่หาขาด ซึ่งอาจจะมีอาการเป็นครั้งคราว ลักษณะอาการที่สำคัญของไมเกรนนั้น ประกอบไปด้วย ส่วนใหญ่มักจะปวดศีรษะข้างเดียวประมาณ 70% หรือจะมีอาการปวดศีรษะทั้ง 2 ข้างก็ได้ โดยทั่วไปจะมีอาการปวดศีรษะนาน 4-72 ชั่วโมง นอกจากนี้ ผู้ป่วยมักจะมีอาการคลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ อาเจียนและในบางราย อาจจะมีอาการกลัวแสงหรืออาการกลัวเสียงได้

 

 

ในทางการแพทย์จะแบ่งโรคไมเกรนออกเป็น 5 ระยะ นั่นก็คือ

 

1.ระยะอาการนำ (Prodome)

 

มีอาการหงุดหงิด หิว ท้องเดิน ไม่มีสมาธิ อ่อนเพลีย เหม็นกลิ่นอาหารภายใน 24 ชั่วโมง ก่อนมีอาการปวดศีรษะ

 

 

2.ระยะออร่า (aura)

 

มีอาการผิดปกติทางสายตา เช่น เกิดจุดเมื่อมองวัตถุ เห็นภาพผิดขนาด เห็นภาพเพียงครึ่งเดียว แสงซิกแซก มองเห็นเป็นเส้นคลื่นก่อนการปวดศีรษะประมาณ 1 ชั่วโมง

 

 

3.ระยะปวดศีรษะ

 

มีอาการปวดศีรษะแบบจุดๆ และส่วนมากแล้ว ผู้ป่วยจะปวดข้างเดียว แต่ก็พบที่ปวดศีรษะทั้งข้างได้เช่นกัน และมักจะมีเหล่านี้ร่วมด้วย เช่น ปวดกระบอกตา ปวดต้นคอ คลื่นไส้อาเจียน กลัวแสง กลัวเสียง เป็นต้น

 

 

4.ระยะหายปวดศีรษะ (Resolution)

 

อาการปวดศีรษะมักจะหายไปหลังจากได้พักผ่อน เช่น การนอนหลับ การผ่อนคลาย การนวดเพื่อผ่อนคลาย เป็นต้น

 

 

5.ระยะภายหลังจากหายปวดศีรษะ (Postdrome)

 

หายจากอาการปวดศีรษะ แต่ร่างกายมีอาการอ่อนเพลีย ความคิดไม่แล่น คิดอะไรไม่ค่อยออก เป็นต้น

 

 

ปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุของโรคไมเกรน

 

 สิ่งแวดล้อม ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ เช่น อากาศร้อนจัด อากาศหนาวจัด แสงแดดจ้าเกินไป และกลิ่นไม่พึงประสงค์ เป็นต้น

 

 

 ระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง ก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ เช่น ช่วงที่มีประจำเดือน รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด ได้รับฮอร์โมนอื่นๆ และช่วงกำลังตั้งครรภ์ เป็นต้น

 

 

 อาหารบางชนิด ส่งเสริมให้เกิดไมเกรนได้ เช่น คาเฟอีน ผงชูรส (monosodium glutamate) ช็อกโกแลต แอสปาแตม (aspartame) เป็นต้น

 

 

 ยาและสารเคมีบางชนิด ที่กระตุ้นให้เกิดการปวดศีรษะได้ เช่น nitroglycerine, Hydralazine, Histamine, Resepine เป็นต้น

 

 

 ออกกำลังกายที่มากเกิน ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดการกำเริบ ของอาการปวดหัวไมเกรนได้

 

 

 สภาพร่างกาย ที่อาจส่งเสริมให้เกิดอาการไมเกรนได้ เช่น นอนไม่พอ เครียด วิตกกังวล ทำงานหนักมากเกินไป และอดอาหาร เป็นต้น

 

 

การป้องกันการเกิดโรคไมเกรน

 

ผู้ป่วยโรคไมเกรนจะมีความไวต่อการตอบสนองการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในร่างกาย และสิ่งแวดล้อมภายนอกมากเกินไป ดังนั้น จงพยายามหลีกเลี่ยงต่อสิ่งเร้า ที่จะกระตุ้นให้อาการปวดไมเกรนกำเริบ เช่น ควันบุหรี่ อาหารที่ใส่สารปรุงรส แดดร้อนแสงจ้า ฝนตกหนาวสั่น สภาวะที่เคร่งเครียด เสียงดังหนวกหู เป็นต้น

 

 

ผู้ป่วยโรคแผลในกระเพาะอาหาร ห้ามรับประทานแอสไพรินเด็ดขาด นั่นก็เป็นเพราะว่า อาจเกิดเลือดออกในกระเพาะได้มากๆ และอาจทำให้เสียชีวิตได้

 

 

อนึ่ง หากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว อาการปวดไมเกรนยังมีอยู่ บางครั้งอาจจำเป็นต้องใช้ยาป้องกันโรคไมเกรน ยาในกลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ไม่ให้สมองหลั่งสารเซอโรโตนิน (Serotonin) ออกมามากเกินไป การใช้ยาป้องกันโรคไมเกรน ต้องเลือกชนิดและปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยเป็นรายๆ ไป และต้องกินยาต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายเดือน จนอาการไมเกรนดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้ยาต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์

 

 

การรักษาโรคไมเกรน

 

แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไมเกรน มีทั้งให้การรักษาแบบไม่ใช้ยา โดยการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับพยาธิกำเนิด ปัจจัยกระตุ้นต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ รวมถึงการปรับเปลี่ยนวิถีแห่งชีวิต และการรักษาแบบใช้ยา โดยจำแนกออกเป็นยาป้องกันไมเกรน ที่ต้องรับประทานทุกวัน สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการตั้งแต่ 3 ครั้ง ต่อเดือน และยารักษาอาการปวดศีรษะเฉียบพลัน

 

 

อนึ่ง การดูแลรักษาเพื่อควบคุมการปวด ไม่ให้รบกวนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยนั้น เป็นเรื่องสำคัญ การรักษาจะได้ผลดีหรือไม่ดีนั้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วย ในการลดปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวดด้วย การรักษาด้วยยามี 2 วัตถุประสงค์ นั่นก็คือ รักษาอาการปวดในระยะเฉียบพลัน และการป้องกันการปวดศีรษะไมเกรนในครั้งต่อไป

 

 

โดยส่วนมาก การปวดศีรษะจากโรคไมเกรนนั้น มักจะรักษาไม่หายด้วยยาแก้ปวด พาราเซตตามอลธรรมดาทั่วๆ ไป ยาที่ได้ผลดี คือ ยาแก้ปวดแอสไพรินขนาด 2 เม็ด แต่ข้อควรห้ามรับประทานแอสไพรินในขณะท้องว่าง และผู้ป่วยโรคแผลในกระเพาะอาหาร ห้ามรับประทานแอสไพรินเด็ดขาด นั่นก็เป็นเพราะว่า อาจเกิดเลือดออกในกระเพาะได้มากๆ และอาจทำให้เสียชีวิตได้ ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่แน่ใจว่า เป็นโรคกระเพาะหรือไม่ ก็ให้รับประทานยาเคลือบกระเพาะอาหาร หรือนมร่วมด้วย ก็จะป้องกันการระคายเคืองของแอสไพรินต่อเยื่อบุกระเพาะอาหารได้

 

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีอาการปวดไมเกรน ควรเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองเสียก่อน หากอาการปวดไมเกรนยังไม่ดีขึ้น ให้บรรเทาโดยการนวด และพักผ่อน ให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย และหากยังมีอาการปวดอยู่อีกจึงค่อยๆ ใช้ยารักษาตามระดับของความรุนแรงของอาการปวด ข้อสำคัญพึงระลึกเอาไว้ว่า ยาสำหรับโรคไมเกรนนั้น มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ดังนั้น จึงควรใช้ยาในความดูแลของแพทย์ทุกๆ ครั้ง

(Some images used under license from Shutterstock.com.)