Haijai.com


รับมือวิกฤต เชื้อดื้อยา


 
เปิดอ่าน 1603

รับมือวิกฤต เชื้อดื้อยา

 

 

เชื้อแบคทีเรียเป็นสิ่งที่มีชีวิตขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อาศัยอยู่ตามสิ่งแวดล้อมต่าๆ ทั้งในดิน น้ำ อากาศ และภายในสิ่งมีชีวิต เชื้อแบคทีเรียบางชนิดสามารถอาศัยอยู่ภายในร่างกายของเราโดยไม่ก่อให้เกิดโทษ แต่เชื้อแบคทีเรียบางชนิดนั้น เมื่อเข้าสู่รางกายในปริมาณมาก บางครั้งอาจจะทำให้เกิดโรคติดเชื้อ เกิดการทำลายและสูญเสียการทำงานของอวัยวะในตำแหน่งที่มีการติดเชื้อนั้นๆ

 

 

เชื้อแบคทีเรียตามธรรมชาติมีหลายสายพันธุ์ ทางการแพทย์ได้จำแนะออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ แบคทีเรียที่ไม่ก่อให้เกิดโรค และแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรค เชื้อแบคทีเรียไม่ก่อโรคที่สำคัญกลุ่มหนึ่ง คือแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในร่างกายที่เรียกว่า เชื้อประจำถิ่น สามารถพบได้ตามผิวหนัง ช่องปาก โพรงจมูก ระบบขับถ่าย และอวัยวะสืบพันธุ์ ซึ่งบางสายพันธุ์ก็ให้ประโยชน์แก่ร่างกาย เช่น ช่วยย่อยอาหารด้วยการหมักในลำไส้ กดการเจริญเติบโตของเชื้อชนิดที่ก่อโรค ป้องกันการติดเชื้อ เป็นต้น แต่บางครั้งเชื้อประจำถิ่นอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อฉวยโอกาสได้ ถ้าร่างกายอ่อนแอลและมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

 

 

โรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียก่อโรคที่พบบ่อย เช่น คออักเสบหรือต่อมทอนซิลอักเสบ โพรงจมูกไซนัสอักเสบ ปอดอักเสบ ท้องร่วงจากการติดเชื้อ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ และการติดเชื้อในอวัยวะสืบพันธุ์ โรคเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วย “ยาต้านเชื้อจุลชีพ” ที่สามารถทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตได้เฉพาะเชื้อแบคทีเรีย แต่บ่อยครั้งมักจะเกิดความเข้าใจผิดในการใช้ “ยาต้านเชื้อจุลชีพ” ในโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ด้วยความเข้าใจว่าคือ “ยาแก้อักเสบ” ที่สามารถรักษาอักเสบได้จากทุกสาเหตุ หรือจำเป็นต้องใช้เพื่อให้อาการต่างๆ หายเร็วขึ้น ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย จากผลไม่พึงประสงค์ของยา และก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น จนอาจไม่มียาที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อในอนาคต

 

 

เชื้อแบคทีเรียดื้อยาคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

เชื้อแบคทีเรียดื้อยาคือเชื้อแบคทีเรียก่อโรคที่สามารถ “ต่อต้าน” การถูกทำลาย (หรือถูกยับยั้งการเจริญเติบโต) จากยาต้านเชื้อจุลชีพ ซึ่งตามธรรมชาติเชื้อแบคทีเรียที่รอดชีวิตจากยาต้านเชื้อจุลชีพจะเรียนรู้กลไกหรือวิธีที่จะต่อต้านยาและเกิดการขยายเผ่าพันธุ์ดื้อยาต่อไป นอกจากนัยังมีการค้นพบว่าเชื้อในสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกันมีโอกาสถ่ายทอดกลไกดื้อยาให้แก่กันได้

 

 

การดื้อยาตามธรรมชาตินั้นมีโอกาสเกิดได้น้อย (ประมาณ 1 ในล้าน) แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อแบคทีเรียดื้อยาในปัจจุบันคือการใช้ยาต้านเชื้อจุลชีพที่แพร่หลายมากขึ้นในแต่ละถิ่น รวมทั้งปัจจัยด้านการใช้ที่ผิดวิธี การใช้ยาต้านเชื้อจุลชีพที่ไม่ต่อเนื่อง หรือไม่ครบกำหนดการรักษา ยิ่งเพิ่มโอกาสให้เชื้อรอดชีวิตและกลายเป็นเชื้อดื้อยามากขึ้น

 

 

ความสำคัญของปัญหาเชื้อดื้อยา

 

ในปัจจุบันการติดเชื้อดื้อยาเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาลเดิม เชื้อดื้อยาจะเกิดขึ้นจำกัด เฉพาะภายในโรงพยาบาลที่มีการใช้ยาต้านจุลชีพจำนวนมาก แต่ในปัจจุบัน เมื่อมีการใช้ยาต้านเชื้อจุลชีพชนิดใหม่และมีประสิทธิภาพสูงกันอย่างแพร่หลายในระดับชุมชน ผ่านทางร้านขายยาและคลินิกรักษาโรค ทำให้ระดับการดื้อยาสูงขึ้น จนไม่สามารถใช้ยาชนิดเดิมได้ การรักษาภายในโรงพยาบาลจึงเหลือยาเพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยาได้ ผลการรักษาจึงไม่ดีเท่าเดิม รวมทั้งยาชนิดใหม่มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงเพิ่มมากขึ้นหรือรุนแรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้อุตสาหกรรมการผลิตยาในปัจจุบันยังไม่มีการค้นพบยาต้านเชื้อจุลชีพชนิดใหม่ออกมาเพิ่ม จึงเป็นที่คาดกันว่า อนาคตในช่วง 10-20 ปีต่อจากนี้ อาจจหมดหนทางในการรักษาโรคติดเชื้อและอัตราการเสียชีวิตจะเพิ่มสูงขึ้นไปอีก

 

 

ในเชิงเศรษฐกิจ ปัญหาเชื้อดื้อยาทำให้ค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นเนื่องจากจำเป็นต้องใช้ยาใหม่ที่มีราคาแพง ประชาชนและรัฐต้องรับภาระหนักขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อดื้อยาส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่มีปริมาณการใช้ยามากและมีมูลค่าสูงอยู่เดิม

 

 

สถานการณ์เชื้อดื้อยาในปัจจุบัน

 

เชื้อดื้อยาที่สำคัญในชุมชน ได้แก่

 

 เชื้อสเตร็ปโตคอคคัส นิวโมเนียอี (Streptococcus pneumonia) ก่อให้เกิดโรคปอดบวม และเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เดิมเชื้อนี้มีความไวต่อยาต้านจุลชีพมาก แต่ด้วยความเข้าใจผิดว่ายาเหล่านี้เป็นยาแก้อักเสบ ที่สามารถรักษาอาการเจ็บคอ หรือแม้กระทั่งไข้หวัด น้ำมูกไหล (ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ของอาการดังกล่าว เกิดจากเชื้อไวรัสที่ร่างกายสามารถทำลายได้ และหายได้เอง โดยไม่ต้องรับประทานยา) ทำให้เชื้อสามารถต่อต้านยาต้านเชื้อจุลชีพหลายตัวที่เคยใช้ได้ผล จากการสำรวจในโรงพยาบาลศูนย์จำนวน 28 แห่ง เป็นเวลา 13 ปี (พ.ศ.2543-2556) พบว่าเชื้อดื้อต่อยาอิริทโทรมัยซิน (ยาแก้อักเสบเม็ดกลมสีชมพู) เพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 28 เป็นร้อยละ 35 และดื้อต่อยาอะม็อกซี่ซิลลิน (ยาก้อักเสบแคปซูลน้ำเงิน-ฟ้า,น้ำตาล-เหลือง) เฉลี่ยเป็นร้อยละ 47 ส่วนยาเต็ตตร้า-ซัยคลิน (แคปซูลดำ-แดง๗ พบรายงานการดื้อยาตั้งแต่ก่อนปี 2543 และคาดว่ามีอัตราดื้อยาในปัจจุบันประมาณร้อยละ 60

 

 

 เชื้ออิสชีริเชีย โคไล (Esherichia coli) ซึ่งปกติเป็นเชื้อประจำถิ่นในร่างกาย อาศัยในลำไส้และช่วยย่อยอาหารบางชนิด แต่สามารถก่อโรคได้ในกรณีที่ลำไส้มีการอักเสบ เป็นแผลทะลุ ทำให้เกิดการติดเชื้อในช่องท้อง หรือเชื้ออาจหลุดลอดจากทวารหนักเข้าสู่ทางเดินปัสสาวะจากการทำความสะอาดที่ผิดวิธี ทำให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะและกรวยไตอักเสบได้ เดิมเชื้อจะมีความไวต่อยาต้านเชื้อจุลชีพในกลุ่มฟลูออโรควิโนโลน เช่น นอร์ฟล็อกซาซิน และออฟล็ฮกซาซิน (ออ-ฟล็อก-ซา-ซิน)

 

 

อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังมีการใช้ยาในกลุ่มดังกล่าวมากขึ้น ซึ่งหลายครั้งเป็นการใช้ที่ผิด เช่น ใช้เพื่อรักษาอาการทอ้งร่วงที่เกิดจาก “พิษ” ของแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในอาหาร ซึ่งมีอาการอาเจียน หรือถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ การใช้ยาต้านเชื้อจุลชีพในกรณีดังกล่าว จะทำให้เชื้อปลดปล่อย “พิษ” มากขึ้น ผู้ป่วยจึงอาจมีอาการมากขึ้น การรักษาอาการท้องร่วงจากพิษของแบคทีเรียจึงควรใช้การรักษาแบบประคับประคองด้วยการให้สารน้ำเกลือแร่ทดแทน และใช้ยาประเภทดูดซับสารพิษ เช่น ถ่านดูดซับ (Activated charcoal) ที่อยู่ในรูปแบบของยาเม็ดหรือแคปซูล

 

 

ผลสำรวจจากกรมควบคุมโรคปี 2550 ในกลุ่มผู้ป่วยท้องร่วงกว่า 1 ล้านราย พบว่ามีเพียงร้อยละ 1.3 หรือคิดเป็นผู้ป่วย 13 รายใน 1,000 ราย ที่ควรใช้ยาต้านเชื้อจุลชีพ เนื่องจากเข้าข่ายการติดเชื้อบิด นอกจากนี้ยังพบว่ามีการใช้ยาซิโปรฟล็อกซาซินที่เป็นยาในกลุ่มควิโนโลนรุ่นใหม่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งยาซิโปรฟ๊อกซาซินนั้นถูกสงวนไว้ใช้สำหรับโรคปอดอักเสบติดเชื้อและวัณโรคปอดที่ดื้อยา จากผลสำรวจของศูนย์เฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติพบว่า จากปี 2543 ถึงปี 2556 เชื้ออิสชีริเชีย โคไลดื้อต่อยาซิโปรฟล็อกซาซิน เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 27 และคาดประมาณดื้อต่อยานอร์ฟล็อกซาซินและยาออฟล็อกซาซิน คิดเป็นร้อยละ 52 และ 35 ตามลำดับ

 

 

นอกจากปัญหาดื้อต่อยาในกลุ่มฟลูออโรควิโนโลนแล้ว เชื้ออิสชีริเชีย โคไลและเชื้อในสายพันธุ์ใกล้เคียง ยังพบปัญหาการดื้อต่อยาต้านเชื้อจุลชีพในกลุ่มเซฟฟาโลสปอริน ที่เป็นยาที่ใช้ในโรงพยาบาลเป็นหลักด้วย พบว่าผู้ที่มีประวัติใช้ยาในกลุ่ควิโนโลนบ่อยครั้ง จะมีโอกาสเกิดการดื้อยาในกลุ่เซฟฟาโลสปอรินเพิ่มมากขึ้น โดยการกระตุ้นให้สร้างเอนไซม์มาทำลายยา

 

 

ปัญหาการติดเชื้ออิสชีริเชีย โคไล ที่ดื้อต่อยาในกลุ่มเซฟฟาโลสปอริน มีความสำคัญในการรักษาภายในโรงพยาบาล เนื่องจากยาต้านเชื้อจุลชีพที่ใช้รักษาได้เหลือเพียงกลุ่มคาร์บาพีเนม ซึ่งเป็นยากลุ่มสุดท้ายที่มีอยู่ และพบว่าอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อดังกล่าว ในกระแสเลือดสูงเป็นอันดับหนึ่ง ในการติดเชื้อทุกชนิดของผู้ป่วยเบาหวาน

 

 

การป้องกันเชื้อแบคทีเรียดื้อยาในระดับประชาชน

 

การป้องกันการเกิดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาสามารถกระทำได้ด้วยการลดการใช้ยาต้านเชื้อจุลชีพที่ไม่จำเป็น ทำความเข้าใจว่ายาต้านเชื้อจุลชีพไม่ใช่ยาแก้อักเสบ และยาต้านเชื้อจุลชีพรักษาได้เฉพาะโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ซึ่งแพทย์หรือเภสัชกรจะช่วยท่านในการจำแนกว่าโรคหรือภาวะที่ท่านเป็นนั้น เกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรืไม่ จำเป็นต้องใช้ยาต้านเชื้อจุลชีพหรือไม่ และมีแนวทางในการรักษาอย่างไร

 

 

การรักษาด้วยยาอาจเห็นผลเร็วกว่าการทำให้ร่างกายแข็งแรงเพื่อต่อสูกับโรค แต่การใช้ยาอาจทำให้เกิดผลที่ไม่พึงประสงค์ที่ร้ายแรงต่อร่างกาย  ขณะที่การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงจะเป็นการป้องกันโรคภัยในระยะยาว การใช้ยาจึงควรใช้ตามความจำเป็น และควรศึกษาถึงประโยชน์และโทษของยาก่อนใช้ทุกครั้ง

 

 

ท่านสามารถปรึกษาเรื่องการใช้ยาและแผนการสร้างเสริมสุขภาพได้ จากเภสัชกรใกล้ตัวท่าน

(Some images used under license from Shutterstock.com.)