Haijai.com


รู้ทันยา ทานแล้วง่วงนอน ห้ามขับรถ


 
เปิดอ่าน 11632

รู้ทันยา ทานแล้วง่วงนอน ห้ามขับรถ

 

 

ก่อนจะขับรถไปที่ไหนๆ เรามักจะเช็คสภาพเครื่องยนต์ ถังน้ำมัน หรือลมยางอยู่เสมอจนลืมเช็คสภาพตัวเอง ทั้งความอ่อนล้าของร่างกาย การอดหลับอดนอน หรือการรับประทานยา เนื่องจากมียาบางประเภทที่รับประทานแล้วเกิดอาการง่วงนอน หลายคนละเลย รับประทานไปแล้วก็ลืมนึกถึง เพิ่มอันตรายจากการประสบอุบัติเหตุมากขึ้น

 

 

กลุ่มยาที่ออกฤทธิ์ทำให้ง่วงเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

 

 ยาลดน้ำมูก แก้แพ้

 

 

 ยาแก้เวียนศีรษะ แก้เมารถ

 

 

 ยาที่ออกฤทธิ์ทำให้ง่วงโดยตรง เช่น กลุ่มยาคลายเครียด ยานอนหลับ

 

 

ยาแก้แพ้ รุ่นแรกจะมีฤทธิ์ทำให้ง่วงมากกว่ายารุ่นใหม่ๆ ซึ่งยาที่ใช้กันบ่อยและคุ้นเคย ได้แก่

 

 ยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก เช่น คลอเฟนนิรามีน Maxiphed, Actifed

 

 

 ยาแก้เวียนศีรษะ เช่น Stugeron, Dramamine ส่วนยาแก้แพ้รุ่นใหม่ที่ง่วงน้อยกว่า เช่น Loratadine, Cetirizine

 

 

แน่นอนว่ายาดังกล่าวอาจเกิดอันตรายได้หากขับรถ มีสาเหตุเดียวคือ ง่วงนอน แต่อาการง่วงนั้นจะมากนอ้ยไม่เท่ากันในแต่ละคน โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้

 

 

1.การได้รับยานี้มาก่อน เช่น ในกลุ่มคนที่เป็นภูมิแพ้และทานยาแก้แพ้รุ่นใหม่ที่ง่วงน้อยกว่าอยู่เป็นประจำก็อาจไม่รู้สึกง่วง สามารถขับรถได้

 

 

2.การพักผ่อนที่เพียงพอ ถ้าเราอดนอน พักผ่อนน้อย ก็จะทำให้ง่วงากกว่าปกติ

 

 

3.แอลกอฮอล์ ถ้าดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ง่วง จะทำให้อาการเพิ่มมากขึ้น

 

 

รู้ฤทธิ์ของยา เลือกเวลาทานก่อนขับรถ

 

ยาส่วนใหญ่จะออกฤทธิ์ภายใน 1 ชั่วโมง และมีฤทธิ์คงอยู่อีกอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง หากจำเป็นต้องทานยาแก้แพ้และต้องขับรถ ควรเลือกใช้ยากลุ่มที่มีผลทำให้ง่วงน้อย เช่น ยารุ่นใหม่กลุ่ม Loratadine และ Cetirizine

 

 

ใครเลยจะรู้นอกจากตัวเราเอง ว่ามีอาการง่วงอ่อนเพลียมากน้อยแค่ไหนขับรถไหวหรือไม่ ถ้าง่วงมากไม่ควรฝืนขับรถเด็ดขาด เพราะอาจเกิดอันตรายกับตัวเองและเพื่อนร่วมทางอื่นๆ ได้

 

 

คณะแพทย์ โรงพยาบาลยันฮี

(Some images used under license from Shutterstock.com.)