Haijai.com


ถามตอบปัญหาธาลัสซีเมีย


 
เปิดอ่าน 2298
 

ถามตอบปัญหาธาลัสซีเมีย

 

คำถามเกี่ยวกับการให้เลือด

 

คำถาม

 

อยากทราบว่าเพราะเหตุใด เลือดจากคนที่ไม่ได้เป็นโรคธาลัสสซีเมีย เมื่อไปอยู่ในร่างกายผู้ป่วยธาลัสซีเมียก็ยังมีอายุสั้น

 

 

ตอบ

 

ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่มีภูมิต้านทานต่อเม็ดเลือดแดงหรือไม่มีแอนตี้ บอดี้ต่อเม็ดเลือดแดง (antibody to red cell) และผู้ป่วยมี ม้ามโตไม่มากเลือดจากคนที่ไม่ได้เป็นโรคธาลัสสซีเมียเมื่อไป อยู่ในร่างกายผู้ป่วยธาลัสซีเมีย อายุเม็ดเลือดที่ได้รับน่าจะปกติ

 

 

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่อเม็ดเลือดแดงหรือมีแอนตี้ บอดี้ต่อเม็ดเลือดแดง เช่นโรคออโตอิมมูนฮีโมลัยติคแอนนีเมีย (autoimmune hemolytic anemia) เลือดที่ได้รับเข้าไปจะมี อายุสั้นกว่าปกติควรให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยหรือรักษา

 

 

คำถาม

 

ผู้ป่วยจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรที่จะทำให้การให้เลือดยืดระยะเวลา มากกว่าเดิม

 

 

ตอบ

 

ผู้ป่วยควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ถ้ามีการติดเชื้อต้องรีบพบ แพทย์เพื่อรักษาเพราะการติดเชื้อหรือมีไข้จะทำให้เม็ดเลือแดง แตกมากขึ้นทำให้ต้องให้เลือดบ่อยขึ้น

 

 

คำถาม

 

อยากทราบว่าทำไมแพ้เลือดบ่อยจัง

 

 

ตอบ

 

การแพ้เลือดที่พบบ่อยจะมีอาการผื่นคันหรือเป็นลมพิษ หรือมีไข้ หนาวสั่น มีปัจจัยที่เป็นสาเหตุประกอบด้วย ผู้ป่วยได้รับเลือดบ่อย และเลือดที่ให้มีการปะปนของเม็ดเลือดขาว การป้องกันภาวะ ดังกล่าวคือธนาคารเลือดจะเตรียมเลือดที่ให้โดยการกรองเม็ด เลือดขาวออกก่อน หรืออาจต้องใช้ชุดกรองเม็ดเลือดขาว การ รักษาเมื่อเมื่อมีอาการแพ้เลือดคือให้ยาแก้แพ้และยาลดไข้

 

 

คำถาม

 

เด็กที่ให้เลือด แต่เกิดอาการสั่นและตัวเขียว มือเขียว หลังจาก ให้สักพักและมีไข้กระทันหัน (ตัวเขียวนานมาก จนคุณแม่ตกใจ ร้อง ไห้เลย) คุณแม่มีข้อข้องใจว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ช่วยชี้แจง ด้วยคะ

 

 

ตอบ

 

อาการดังกล่าวเป็นอาการแพ้เลือดอย่างเฉียบพลัน ซึ่งอันตรายมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันทีจะเสียชีวิตได้ สาเหตุน่าจะเกิดจาก การให้เลือดผิดหมู่ หรือเกิดจากมีการติดเชื้อจากเลือดที่ให้ การปฏิบัติของผู้ปกครองคือแจ้งแพทย์หรือพยาบาลทันที แพทย์จะ หยุดการให้เลือด ให้ยาแก้แพ้นอกจากนั้นแพทย์จะนำเลือดผู้ป่วย และเลือดที่ให้มาตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสาเหตุต่อไป

 

 

คำถามเกี่ยวกับยาขับธาตุเหล็ก

 

คำถาม

 

พี่สาวของดิฉันเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิด เออีบาร์ท (A E Barts’ dis ease) ได้รับการรักษาด้วย ยาโฟลิดวันละเม็ดทุกวัน ได้รับเลือด บ่อยๆกรณีความเข้มข้นของเลือด (Hct) น้อยกว่า 24 % ระดับเฟอร์ ไรติน 560 แต่ไม่เคยได้รับยาขับเหล็กเลยจะเป็นอันตรายหรือไม

 

 

ตอบ

 

ผู้ป่วย เออีบาร์ท เป็นผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มอีโมโกลบินเอช จะซีดลง ถ้ามีการติดเชื้อจึงต้องให้เลือดอย่างในกรณีนี้เหมาะสมแล้ว ผู้ป่วย ไม่เคยได้รับยาขับเหล็กเลยดังนั้นต้องประเมินดูภาวะเหล็กเกินใน ผู้ป่วยก่อนดังนี้

 

 

1. ถ้าได้เลือดมามากกว่า 10-20 ครั้งน่าจะมีเหล็กเกิน

 

2. เจาะเลือดดูปริมาณ เฟอร์ไรติน (serum feritin) มากกว่า 1,000 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตรเป็นข้อบ่งชี้ว่าจะต้องให้ยาขับ เหล็กครับ

 

 

คำถาม

 

การให้ยาขับธาตุเหล็กมานาน 4 ปีและได้รับการตรวจตา แพทย์ ทางตาแจ้งว่าจอรับภาพตาเสื่อม คิดว่าเป็นผลจากยาขับธาตุเหล็ก หรือไม่

 

 

ตอบ

 

น่าจะเป็นได้เพราะการให้ยาขับธาตุเหล็กมีข้อแทรกซ้อนคือ จอรับ ภาพตาเสื่อม (visual field defect) ขนาดของยาขับธาตุเหล็กที่ ปลอดภัยคือ 40 มิลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น ผู้ป่วยหนัก 25 กิโลกรัม ควรได้รับยา 1,000 กรัม ยา 1 ขวดมี 500 มิลลิกรัม ดังนั้นจึงต้องได้ยา 2 ขวดต่อวัน การตรวจวัดลานสายตาทุก 6-12 เดือน จะเป็นการป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการได้ยาขับ ธาตุเหล็ก

 

 

คำถาม

 

เป็นเบต้าธาลัสซีเมียฮีโมโกลบินอี น้ำหนัก 40 กิโลกรัม ปัจจุบัน ฉีดยาขับเหล็กสัปดาห์ละ 3 วันๆละ 2 ขวด (จันทร์,พุธ,ศุกร์) เคย เช็คธาตุเหล็ก = 590 นาโนกรัม ต่อ มิลลิตร ถามว่าจะหยุดบ้าง ได้ไหม๊ หรือ ฉีดห่างออกไปจากที่เคยฉีดได้ไหม๊

 

 

ตอบ

 

ตามขนาดที่ควรได้ คือ 1,600 กรัม (40 มิลลิกรัม คูณ 40 กิโลกรัม) หรือประมาณ 3 ขวดต่อวัน แต่ปัจจุบันได้ วันๆละ 2 ขวด (จันทร์ พุธ ศุกร์) และระดับธาตุเหล็กไม่เกิน 1,000 นาโนกรัม ต่อ มิลลิตร ควร ได้ขนาดนี้ไปก่อนแล้วติดตาม ระดับธาตุเหล็กเป็นระยะทุก 6-12 เดือน ถ้าไม่เกิน 1,000 นาโนกรัม ต่อ มิลลิลิตร ก็ให้ขนาดนี้ แต่ถ้ามากกว่า 1,000 พิจารณาเพิ่มยาครับ

 

 

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ กิตติ ต่อจรัส

ขอขอบคุณข้อมูลจาก thalassemia.or.th

(Some images used under license from Shutterstock.com.)